
ห้างภูธรชิงตลาดค้าปลีก “ตั้งงี่สุน” ชี้ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost คือโอกาสทอง
ซีอีโอตั้งงี่สุนชี้ "Local Low Cost" ดึงมาร์เก็ตแชร์ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อแนะรัฐควรสร้าง Soft Power ช่วยเกษตรกรขายตรง รับมือยุคของแพง-พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทยและห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดโครงการ "ไทยช่วยไทย x Local Low Cost"
- โครงการดังกล่าวเป็นมหกรรมลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
- ผู้บริหาร "ตั้งงี่สุน" มองว่าโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นในการสร้างรายได้และชิงส่วนแบ่งการตลาด
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งงี่สุน ได้รับหนังสือเชิญเข้าร่วมการจัดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ จากกองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่จับมือภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก
ตามข้อมูลระบุ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการ “สมาร์ทโชห่วย พลัส” มาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง - ปลีกไทย และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ในการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาร้านค้าโชห่วยและร้านค้าปลีกทั่วประเทศให้เป็น “สมาร์ทโชห่วย” ที่มีภาพลักษณ์ร้านค้าที่ดี มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ และมีช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด
โดยในปี 2569 กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดำเนินโครงการรวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง - ปลีกไทย เครือข่ายร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ ตลอดจนผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย จัดงาน “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ซึ่งเป็นงานมหกรรมลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศของร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 1 - 15 สิงหาคม 2569
กรมฯ จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้แก่ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปจัดทำเป็นคูปองส่วนลด หรือคูปองส่งเสริมการขายให้แก่ร้านค้าโชห่วย เครือข่าย ร้านค้าปลีก และประชาชนทั่วไปที่มาซื้อสินค้า อันเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งช่วยลดต้นทุนให้แก่ร้านค้าโชห่วย
สร้าง "องคาพยพ" ให้ร้านค้าท้องถิ่น+กลไกของรัฐ
นายมิลินทร์ กล่าวว่า โครงการ Local Low Cost แม้จะดูเหมือนการเริ่มต้นใหม่ในรูปแบบ Kick-off แต่ในข้อเท็จจริงโครงการนี้ได้ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 14 แล้ว โดยได้วางแผนงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการประชุมออนไลน์เพื่อกำหนดรูปแบบงาน และการร่วมกับภาครัฐและกลายมาเป็น “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ก็จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ของเดือนกรกฎาคม นี้ ที่ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
“ในมุมมองของผู้ประกอบการท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ในการดึงส่วนแบ่งการตลาดจากร้านค้าอื่น แม้จะมีอัตรากำไรไม่มาก แต่ต้องทำให้เต็มที่เพื่อสร้างรายได้ให้ได้มากที่สุดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และถือเป็นการสร้าง "องคาพยพ" ให้ร้านค้าท้องถิ่นเคลื่อนตัวไปพร้อมกับกลไกของรัฐด้วย”
โมเดลกระทรวงพาณิชย์ จากกระแสทุเรียนช่วยสร้าง Soft Power
นอกจากนี้ ยังอยากให้กระทรวงพาณิชย์ใช้โมเดลธุรกิจและการดำเนินงานของคุณ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” สร้าง Soft Power เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับฐานราก จากกรณีศึกษาเรื่องการจัดการทุเรียน ที่ได้สร้างกระแสโดยการนำอินฟลูเอนเซอร์มาช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศ โมเดลนี้ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น TikTok หรือ Facebook Live ซึ่งช่วยลดต้นทุนจากการที่พ่อค้าคนกลางต้องบวกกำไรและค่าความเสี่ยงจากการเน่าเสีย
จนเรื่องนี้ผลลัพธ์ทางอ้อมเสมือนการ "จุดพลุ" เพื่อสอนให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีการขายของออนไลน์ด้วยตนเอง ทำให้มีช่องทางการขายที่กว้างขวางขึ้นครอบคลุมคนทั้งประเทศ แทนที่จะรอเพียงพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่หน้าสวน ดังนั้น จากทุเรียนก็สามารถไปใช้กับผลไม้ชนิดอื่นได้ ทำให้คนไทยได้กินผลไม้ด้วยราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งจากภาพที่เห็นถือว่าแตกต่างกว่าปีก่อนๆ ที่ผ่านมา
ส่วนประเด็นร้านข้าวแกง 40 บาท ก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ แม้จะถูกคัดค้านว่าข้าวแกง 30-40 บาทมีอยู่แล้ว แต่ข้อเท็จจริงราคาข้าวแกงในตลาดปัจจุบันพุ่งสูงไปถึง 50-60 บาทแล้ว ดังนั้นการ "สร้างเครื่องไม้เครื่องมือและช่องทาง" ให้ประชาชนสามารถทำมาหากินเองได้ น่าจะรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและความซับซ้อนของกลไกตลาดในปัจจุบันได้เช่นกัน







