
5 ทริกปลดล็อกการเงินฉบับฟรีแลนซ์ ‘รายได้ไม่นิ่ง ก็ปลดหนี้ได้’
รายได้ไม่แน่นอน ไม่ได้แปลว่าปลดหนี้ไม่ได้ เปิด 5 วิธีจัดการเงินฉบับฟรีแลนซ์จาก The Money Coach จากงาน LINE MAN ส่งเสริมเติมฝัน ปีที่ 3 “หนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์“
KEY
POINTS
- อาชีพฟรีแลนซ์ ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสถานะการเงินของตนเอง คำนวณต้นทุนที่แท้จริงเพื่อหากำไรสุทธิ และจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย-หนี้สินอย่างเป็นระบบ
- แบ่งเงินที่ได้ออกเป็น 3 ส่วนทันที ได้แก่ เงินทุนสำหรับทำงาน เงินออม และเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว โดยยึดหลัก "ออมก่อนใช้" เพื่อสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
- ควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นโดยแยกแยะระหว่าง "ความจำเป็น" กับ "ความอยากได้" และวางแผนชำระหนี้โดยเน้นจัดการหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงเป็นอันดับแรก
ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง คนทำงานอิสระอย่างฟรีแลนซ์ ครีเอเตอร์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และไรเดอร์ กลายเป็นกลุ่มที่ต้องรับแรงกดดันมากที่สุด เพราะรายได้ขึ้นลงตามปริมาณงาน แตกต่างจากพนักงานประจำที่มีเงินเดือนแน่นอน เมื่อรายรับไม่คงที่ การบริหารเงินจึงซับซ้อนขึ้น และหากมีภาระหนี้เข้ามาเพิ่ม ความเครียดจากการหมุนเงินในแต่ละวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง
ภายในงาน LINE MAN ส่งเสริมเติมฝัน ปีที่ 3 ซึ่งมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของไรเดอร์และไรเดอร์ที่ศึกษาต่อ ยังมีเวทีให้ความรู้ด้านการเงิน โดย "หนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์" หรือ "โค้ชหนุ่ม" (The Money Coach) ถ่ายทอดแนวทางสร้างวินัยทางการเงินสำหรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ผ่านแนวคิด “5 สถานีปลดล็อกการเงิน”
5 ทริกปลดล็อกการเงินฉบับฟรีแลนซ์
โค้ชหนุ่มมองว่า จุดเริ่มต้นของการปลดหนี้ไม่ใช่เทคนิคการหาเงินเพิ่ม แต่คือการกล้ายอมรับสถานะการเงินของตัวเอง หลายคนหลีกเลี่ยงการดูยอดหนี้หรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหนี้เท่าไร แต่การจดบันทึกรายรับ รายจ่าย ยอดหนี้ และดอกเบี้ยทั้งหมด จะทำให้เห็นภาพรวมและวางแผนแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
สถานีที่ 1 รู้ต้นทุนที่แท้จริง
ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยในคนทำงานอิสระ คือมองว่ารายได้ทั้งหมดคือกำไร ทั้งที่ยังมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ค่าโปรแกรม ค่าซ่อมบำรุง หรือค่าเสื่อมของอุปกรณ์ทำงาน เมื่อหักต้นทุนทั้งหมดออกก่อน จะเห็นกำไรที่แท้จริง และรู้ว่าต้องสร้างรายได้เท่าไรจึงจะเริ่มมีเงินเหลือ
สถานีที่ 2 แยกเงินเป็น 3 กระเป๋า
หลังรู้กำไรสุทธิแล้ว ควรแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนทันที ได้แก่
● กระเป๋าต้นทุน สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำงานวันถัดไป เช่น ค่าน้ำมัน ค่าเช่ารถ หรืออุปกรณ์
● กระเป๋าเงินออม หักเก็บก่อนใช้
● กระเป๋าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
การแยกเงินตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาใช้เงินปะปนจนขาดสภาพคล่อง
สถานีที่ 3 ออมก่อนใช้ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
สำหรับฟรีแลนซ์หรือไรเดอร์ วันไหนหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดทันที เงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นหลักประกันสำคัญ
โค้ชหนุ่มแนะนำให้ตั้งเป้าออมทุกวัน แม้เพียงวันละ 50 บาท โดยโอนแยกบัญชีทันทีหลังเลิกงาน และสร้างเงินสำรองให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อรองรับเหตุไม่คาดคิดโดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม
สถานีที่ 4 คุมรายจ่ายและจัดลำดับหนี้
ก่อนซื้อของทุกครั้ง ให้ถามตัวเองว่า “จำเป็น หรือแค่อยากได้” หากยังไม่จำเป็น ให้ใช้กฎ “รอ 1 วัน” ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งช่วยลดการใช้จ่ายที่เกิดจากอารมณ์ได้มาก สำหรับผู้ที่มีหนี้ ควรเร่งชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน พร้อมหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ
สถานีที่ 5 สร้างความมั่นคงร่วมกับครอบครัว
การจัดการเงินไม่ใช่หน้าที่ของคนคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในบ้าน การเปิดเผยรายรับ รายจ่าย และตั้งเป้าหมายร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปลดหนี้หรือออมเพื่อการศึกษาของบุตร จะช่วยให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ทักษะการเงิน คือภูมิคุ้มกันสำคัญในยุคหนี้สูง
แนวคิดของโค้ชหนุ่มสอดคล้องกับเป้าหมายของ LINE MAN ที่ต้องการยกระดับความรู้ด้านการเงินให้กับไรเดอร์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการอบรมและเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง
อีกหนึ่งแนวทางคือ โปรแกรมผ่อนชำระอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ที่ออกแบบเพื่อช่วยให้ไรเดอร์เข้าถึงอุปกรณ์จำเป็น โดยชำระผ่านการหักรายได้ในแต่ละวัน ลดภาระก้อนใหญ่ และลดโอกาสพึ่งพาหนี้นอกระบบเมื่ออุปกรณ์เสียหาย
บทเรียนจากทั้ง 5 สถานีสะท้อนว่า การปลดหนี้ไม่ได้เริ่มจากการมีรายได้เพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการรู้จักเงินของตัวเอง เข้าใจต้นทุน แยกเงินให้เป็น และสร้างวินัยในการใช้จ่าย เพราะความมั่นคงทางการเงินเกิดจากการบริหารรายรับและรายจ่ายอย่างมีระบบ มากกว่าจำนวนเงินที่หาได้ในแต่ละเดือน







