
โสดแล้วไง คนเมืองเกือบ 1 ใน 4 เลือกเปย์ตัวเอง-ดูแลสุขภาพ เทรนด์ใหม่โตแรง
วิจัยกรุงศรีเผยคนเมืองเกือบ 1 ใน 4 ใช้ชีวิตแบบ Solo Living เพราะรักอิสระ วางแผนชีวิตเอง และยอมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต สะท้อน “เศรษฐกิจคนโสด” กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
KEY
POINTS
- ผลสำรวจพบว่าคนไทยในเขตเมืองเกือบ 1 ใน 4 อาศัยอยู่เพียงลำพัง ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานะโสด
- พฤติกรรมเด่นของกลุ่มคนโสดที่อยู่คนเดียวคือการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเอง และลงทุนกับการดูแลสุขภาพมากกว่ากลุ่มที่อาศัยกับผู้อื่น
- เทรนด์การใช้ชีวิตคนเดียวส่งผลให้ “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) เติบโตขึ้นเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง
“โสด” อาจไม่ใช่สถานะที่ต้องรีบเปลี่ยนอีกต่อไป จากภาพคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดที่ผุดขึ้นทั่วเมือง ร้านอาหารสำหรับลูกค้านั่งคนเดียว ไปจนถึงบริการที่ออกแบบตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบอิสระ กำลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน เมื่อ “การอยู่คนเดียว” ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่กำลังกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการทำธุรกิจ
วิจัยกรุงศรีเปิดผลสำรวจ The Single Economy การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว โดยวิจัยกรุงศรี ซึ่งสำรวจประชากรในเขตเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไป จำนวน 2,202 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 พบว่า คนไทยในเมืองเกือบ 1 ใน 4 อาศัยอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) กำลังเติบโตเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
ไทยกำลังก้าวสู่สังคม “อยู่คนเดียว”
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวคิดเป็น 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 21.9% และหากจำนวนดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.8% ภายในปี 2585 สัดส่วนครัวเรือนที่อยู่คนเดียวของไทยจะทะลุ 40% ของทั้งประเทศ
ผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มที่มีแนวโน้มใช้ชีวิตคนเดียวมากที่สุด ได้แก่ ผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ซึ่งมีโอกาสอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดถึง 6.5 เท่า ขณะที่ผู้ไม่มีบุตรเลือกอยู่คนเดียว 31% เทียบกับผู้มีบุตรเพียง 5% ส่วนกลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนการอยู่คนเดียวสูงสุด 39% สูงกว่าผู้หญิงที่ 23% และผู้ชาย 19%
Solo Living ยังผูกกับสถานะ “โสด”
เมื่อแยกตามรูปแบบการอยู่อาศัย พบว่าเกือบครึ่งของกลุ่มที่อยู่คนเดียวนิยมพักอาศัยในคอนโดหรือห้องชุด และประมาณ 1 ใน 10 เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเอง ตรงกันข้าม ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้อื่นกว่า 3 ใน 4 ส่วนใหญ่อยู่บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ โดย 49% อยู่กับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ 41% อยู่กับคู่สมรสหรือคนรัก และอีก 10% อยู่กับพี่น้อง เพื่อน หรือญาติ
ด้านสถานะความสัมพันธ์พบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Solo Living เป็นคนโสดถึง 75% มีแฟนแต่ยังไม่แต่งงาน 16% ส่วนผู้แต่งงานแล้วและหม้ายหรือหย่าร้างมีเพียงราว 4-5% ขณะที่กลุ่ม Co-Living เกือบครึ่งหรือ 48% แต่งงานแล้ว รองลงมาคือโสด 30% และมีแฟน 18% สะท้อนว่าการใช้ชีวิตคนเดียวยังคงสัมพันธ์กับสถานะโสดเป็นหลัก
“อิสระ” คือเหตุผลอันดับหนึ่งของชีวิตโสด
เมื่อถามถึงข้อดีที่สุดของการใช้ชีวิตคนเดียว ผู้ตอบแบบสอบถาม 58% ระบุว่า ชื่นชอบความเป็นอิสระ อยากกิน เที่ยว หรือใช้จ่ายเมื่อไรก็ได้โดยไม่ต้องรอใคร ขณะที่ 57% มองว่าวางแผนชีวิตและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วน 54% ชอบความยืดหยุ่นในการจัดสรรเวลาให้ตัวเอง
มีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าการเป็นโสดไม่มีข้อดีเลย แม้ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 73% เชื่อว่า วันหนึ่งทุกคนอาจต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังและพึ่งพาตัวเอง แต่ผลวิจัยพบว่า มุมมองดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน หากขึ้นอยู่กับอายุ เพศ สถานะความสัมพันธ์ และการมีบุตรมากกว่า
ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีแนวโน้มเชื่อว่าต้องใช้ชีวิตด้วยตนเองในอนาคต ขณะที่กลุ่ม LGBTQ+ มีโอกาสเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากกว่าผู้ชาย 2.8 เท่า ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.8 เท่า ส่วนคนโสดและผู้ไม่มีบุตรต่างมีโอกาสเห็นด้วยมากกว่าคนมีคู่หรือมีบุตรราว 1.9 เท่า
คนโสด “เปย์ตัวเอง-ลงทุนสุขภาพ" มากกว่า
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่โดดเด่นคือ การให้รางวัลตัวเอง โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ผลสำรวจพบว่า 30% ของผู้ที่อยู่คนเดียวออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสทุกสัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มที่อาศัยร่วมกับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าการใช้ชีวิตลำพังเอื้อต่อการบริหารเวลาและสร้างวินัยในการดูแลสุขภาพ
เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตคนเดียวในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถาม 62% ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจเป็นอันดับแรก รองลงมาคือการเตรียมเรื่องที่อยู่อาศัย 19% การพัฒนาความรู้ 14% และการสร้างเครือข่ายทางสังคม 5%
ยิ่งอายุมาก ยิ่งเลือกพึ่ง “มืออาชีพ”
ผลสำรวจยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านการวางแผนชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะกรณีเจ็บป่วยร้ายแรงในกลุ่มผู้ที่อยู่คนเดียวอายุ 50 ปีขึ้นไป มากกว่า 61% ระบุว่าจะดูแลตัวเองหรือจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ มากกว่าพึ่งพาญาติหรือคนใกล้ชิด สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 55% ในกลุ่มอายุ 40-49 ปี และ 47% ในวัย 24-39 ปี ในทางกลับกัน ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้อื่นยังคงคาดหวังการดูแลจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะวัย 24-39 ปี ที่มีถึง 65% ระบุว่าจะพึ่งพาญาติหรือคนรักเมื่อเจ็บป่วย ก่อนสัดส่วนดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ
ธุรกิจต้องเร่งรับมือ “เศรษฐกิจ 3S”
วิจัยกรุงศรีมองว่า “Single Economy” ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร ซึ่งกำลังสร้างผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และพร้อมลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง
ผลสำรวจพบว่า มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการสินค้าและบริการทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากพร้อมแผนการเงินระยะยาว บริการดูแลสุขภาพและพยาบาลยามเจ็บป่วย สิทธิประโยชน์สมาชิกแอปพลิเคชันหาคู่ระดับพรีเมียม หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับผู้เดินทางคนเดียว
ด้วยเหตุนี้ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์สู่เศรษฐกิจ 3S (Single-Solo-Silver) ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทั้งคนโสด ผู้ใช้ชีวิตคนเดียว และสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและจะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต







