thansettakij
thansettakij
เปิดบทวิเคราะห์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ปังหรือไม่ ในมุมผู้ประกอบการ

เปิดบทวิเคราะห์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ปังหรือไม่ ในมุมผู้ประกอบการ

02 มิ.ย. 69 | 09:51 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มิ.ย. 69 | 11:52 น.

เปิดบทสัมภาษณ์ภาคธุรกิจค้าปลีกเหนือ-กลาง เผยบรรยากาศโครงการไทยช่วยไทยพลัส คึกคักสุดในรอบปี ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์เต็มวงเงิน ชี้อัดฉีดถูกจังหวะ Low Season หนุน GDP กระเตื้องใน 4 เดือน แต่ห่วงระยะยาวหากรัฐไม่สร้างรายได้ใหม่

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการมองว่าโครงการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายของผู้บริโภคได้จริง ทำให้ยอดขายคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่เน้นซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และมีความอ่อนไหวต่อราคาสูง
  • โครงการถูกมองว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและ GDP ได้ในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์อาจถูกลดทอนจากปัญหาเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน
  • มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลมุ่งสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น การสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว

โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจทันทีตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว โดยผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งในภาคเหนือและภาคกลางต่างยืนยันเสียงเดียวกันว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม และมีความเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้ในระยะสั้น

ค้าปลีกเหนือรับอานิสงส์ทางอ้อม แม้ไม่ได้ร่วมโดยตรง

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกครอบคลุม 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา และลำปาง รวม 60 สาขา เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า แม้ธนพิริยะในฐานะร้านค้าขนาดใหญ่จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการโดยตรง แต่ยังคงได้รับอานิสงส์ผ่านช่องทางการขายส่งให้กับร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการ

สิ่งที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคชัดเจนคือ กว่า 50% ของผู้ใช้สิทธิ์เลือกใช้จ่ายจนเต็มวงเงินในคราวเดียว โดย 5 อันดับสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP

  • เครื่องปรุงรส
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • ผงซักฟอก
  • แชมพู
  • น้ำยาปรับผ้านุ่ม

ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ข้าวสาร นมเด็ก กาแฟ และน้ำมันพืช ก็ยังคงติดอันดับขายดี โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มที่ขายดีกว่าน้ำมันถั่วเหลือง เพียงเพราะราคาต่างกันแค่ 1-2 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวด้านราคาของผู้บริโภคในสภาวะปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

"โครงการนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและช่วยฉุดให้ GDP ประเทศกระเตื้องขึ้นได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายจริง" เภสัชกรหญิงอมร กล่าว

พร้อมเสนอแนะว่า รัฐบาลควรควบคู่ไปกับการสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพทางอ้อม เช่น การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้นในระยะยาว

ตั้งงี่สุนชี้กระตุ้นซื้อได้จริง แต่เตือนเงินเฟ้อกัดกร่อนผล

ด้าน นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีความเสถียรกว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต บรรยากาศการจับจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับวันหยุด ทำให้ยอดขายคึกคักเป็นพิเศษ โดยมีทั้งพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่มาซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อในโครงการ รวมถึงลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด

 

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นอีก 700 บาทต่อเดือน รวมกับวงเงินเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้ออย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นายมิลินทร์ประเมินว่า แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบได้เต็มจำนวน แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจเหลือเพียง 80-85% เนื่องจากแรงกดดันของเงินเฟ้อและต้นทุนราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เงินส่วนที่ประหยัดได้จากโครงการ 60/40 มักถูกนำไปใช้จ่ายในด้านอื่น หรือเก็บออมไว้ เนื่องจากประชาชนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

มั่นใจระยะสั้น 4 เดือน เศรษฐกิจเป็นบวก ห่วงระยะยาวหากไม่สร้างรายได้ใหม่

นายมิลินทร์แสดงความมั่นใจว่า ในระยะสั้นประมาณ 4 เดือน เศรษฐกิจจะปรับตัวในทิศทางบวกอย่างแน่นอน และจะช่วยดึง GDP ให้สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ซึ่งเป็น Low Season ของวงจรการค้า การอัดฉีดเม็ดเงินในจังหวะนี้จึงถือว่าทันเวลาและตรงเป้า

ทว่าในระยะยาว นายมิลินทร์แนะว่า รัฐบาลต้องไม่พึ่งพาเพียงการกู้เงินมาแจก แต่ต้องสร้างกลไกสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนงบวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การพัฒนา Solid State Battery จากเกลือสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือการนำ AI มาเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ โดยอาศัยภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐอย่างเข้มข้น เพื่อให้ทุกบาทของภาษีประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด