thansettakij
thansettakij
ตลาดน้ำมันรำข้าวโตแรง รับเทรนด์สุขภาพ LPP Group จ่อเข้าตลาดหุ้นภายในปี 74

ตลาดน้ำมันรำข้าวโตแรง รับเทรนด์สุขภาพ LPP Group จ่อเข้าตลาดหุ้นภายในปี 74

29 พ.ค. 69 | 05:06 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 69 | 06:02 น.

“LPP Group” ดันธุรกิจน้ำมันรำข้าวโตแรง ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนนำ “LPP OIL” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2573-2574

KEY

POINTS

  • LPP Group รุกธุรกิจน้ำมันรำข้าวเต็มที่ รับกระแสรักสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้เฉพาะส่วนธุรกิจนี้ให้แตะ 1,000 ล้านบาทในปีนี้ จากปีก่อนที่ทำได้ 700 ล้านบาท
  • เตรียมบุกตลาดผู้บริโภคในประเทศมากขึ้นผ่านแบรนด์ "LPP OIL" และการรับจ้างผลิต (OEM) จากเดิมที่เน้นการส่งออกน้ำมันรำข้าวดิบเป็นหลัก โดยมีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดสำคัญ
  • วางแผนลงทุน 400-500 ล้านบาทเพื่อขยายพื้นที่รองรับการเติบโต และตั้งเป้าหมายระยะยาวในการนำบริษัท "LPP OIL" เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2573-2574

นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ธุรกิจโรงสีและส่งออกข้าว, บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าว และบริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจร

ปัจจุบัน LPP Group มีโรงสีข้าว 5 โรง และโรงงานผลิตน้ำมันรำข้าวที่ส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของบริษัท ขณะที่ธุรกิจน้ำมันรำข้าวเริ่มดำเนินการมาได้ราว 4 ปี และปัจจุบันยังคงเน้นการส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันรำข้าวดิบไปยังประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ธุรกิจน้ำมันรำข้าวกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของกลุ่มบริษัท หลังได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจน้ำมันรำข้าวมีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท และตั้งเป้าปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมทั้งกลุ่มในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 3,000-4,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000 ล้านบาทในปีนี้

“LPP Group” ดันธุรกิจน้ำมันรำข้าวโตแรง 

โครงสร้างรายได้ปัจจุบันของกลุ่มบริษัทมาจากธุรกิจข้าวราว 70% และธุรกิจน้ำมันรำข้าว 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าธุรกิจน้ำมันรำข้าวจะมีบทบาทมากขึ้นในระยะยาว ตามทิศทางการบริโภคน้ำมันเพื่อสุขภาพที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ผลักดันการบริโภคน้ำมันรำข้าวอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2010 และปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้น้ำมันรำข้าวมากกว่า 20%

 

นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group

 

ขณะที่ตลาดไทยยังคงนิยมใช้น้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยสัดส่วนตลาดน้ำมันบริโภคในประเทศประกอบด้วย น้ำมันปาล์ม 50% น้ำมันถั่วเหลือง 30% น้ำมันรำข้าว 10% และน้ำมันประเภทอื่นอีก 10% ทำให้บริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมากในตลาดภายในประเทศ

ปีนี้บริษัทเตรียมรุกตลาดผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านการพัฒนาแบรนด์ “LPP OIL” ควบคู่กับการรับจ้างผลิต (OEM) เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและสร้างการรับรู้แบรนด์ในระยะยาว โดยชูจุดแข็งด้าน Supply Chain ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่โรงสีข้าว การจัดหารำข้าว การสกัด การกลั่น ไปจนถึงการส่งออก

ด้านแผนลงทุน บริษัทเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก 100 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต รวมถึงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร จ.นครสวรรค์ ซึ่งจะเป็นฐานรองรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรครบวงจร

สำหรับเป้าหมายระยะยาว บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัท “LPP OIL” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2573-2574 เพื่อเพิ่มศักยภาพการระดมทุนและต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดโลก

 

เกาะเทรนด์สุขภาพดัน LPP Group  รุกน้ำมันรำข้าวเต็มสูบ ตั้งเป้ารายได้แตะพันล้าน

นายถวิล กล่าวว่า แนวโน้มตลาดน้ำมันรำข้าวโลกยังเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่มีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานครบวงจร

“LPP Group ต้องการยกระดับข้าวไทยจากสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวที่ได้มาตรฐานสากล และสร้างแบรนด์ไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก” นายถวิล กล่าว