
'สงคราม-ค่าขนส่ง' ปัจจัยลบกดดันตลาดเครื่องดื่มไทยครึ่งปีหลัง
สงคราม-ต้นทุนโลจิสติกส์กดดันตลาดเครื่องดื่มครึ่งปีหลัง SAPPE เร่งขยายตลาดเอเชีย-ยุโรป รับกำลังซื้อโลกฟื้นตัว พร้อมเปิดสินค้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 รายการ
KEY
POINTS
- SAPPE เผชิญความท้าทายจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อระบบโลจิสติกส์
- เร่งขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย (ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย) เพื่อกระจายความเสี่ยงและพยุงรายได้
- ทุ่มงบการตลาดหลักร้อยล้านบาท พร้อมเปิดตัวแคมเปญระดับโลกสำหรับแบรนด์เรือธง "Mogu Mogu" เพื่อสร้างการเติบโต
- วาง 3 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ การขยายช่องทางจำหน่าย, การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง และการทำแคมเปญระดับโลกเพื่อรับมือความผันผวน
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2569 เริ่มกลับมามีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังปี 2568 บริษัทมียอดขายติดลบราว 13% จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในหลายประเทศชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2569 บริษัทกลับมาเติบโตได้ 13% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากตลาดต่างประเทศที่เติบโตถึง 25% สะท้อนการฟื้นตัวของหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย หลังบริษัทเดินหน้าทำตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อน
“ปีนี้ภาพรวมต่างประเทศกลับมาดีขึ้น หลายตลาดเริ่มฟื้น ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชีย รวมถึงตะวันออกกลาง ทำให้การเติบโตเริ่มกลับมา” นางสาวปิยจิต กล่าว
สงคราม-ค่าขนส่ง กดดันครึ่งปีหลัง
แม้ภาพรวมธุรกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ SAPPE มองว่าในช่วงไตรมาส 2 ยังต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และต้นทุนการขนส่งบางส่วน ปัจจุบันตลาดตะวันออกกลางมีสัดส่วนยอดขายราว 8-9% ของรายได้รวม โดยปัญหาการขนส่งทำให้การกระจายสินค้าเกิดความสะดุดในบางช่วง ขณะที่ต้นทุนด้านต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับสูง บริษัทจึงต้องบริหารต้นทุนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม SAPPE ยังประเมินว่าภาพรวมทั้งปีจะสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ จากแรงสนับสนุนของตลาดต่างประเทศและแผนการตลาดใหม่ที่จะทยอยออกต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับปีนี้ บริษัทเตรียมใช้งบการตลาดระดับ “หลักร้อยล้านบาท” เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ในตลาดโลก โดยมี “Mogu Mogu” เป็นเรือธงหลักในการสร้างการเติบโต พร้อมเปิดตัว Global Campaign ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Wanna Skip? You Gotta Chew” เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเดินหน้าแคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในหลายประเทศ ผ่านโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และกิจกรรมสร้างประสบการณ์แบรนด์ เพื่อเพิ่มการจดจำสินค้าในระยะยาวปัจจุบัน SAPPE มีสินค้ารวม 10 แบรนด์ วางจำหน่ายครอบคลุมกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเข้าถึงร้านค้ากว่า 1 ล้านแห่ง
เร่งเปิดตลาดใหม่ เจาะเอเชียโตสูง
ด้านกลยุทธ์การขยายตลาด เร่งเจาะประเทศในเอเชียมากขึ้น หลังมองว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย นอกจากนี้จะเดินหน้าขยายตลาดในสหราชอาณาจักร (UK) และประเทศที่มีกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับเทรนด์เครื่องดื่มสุขภาพและ Functional Drink ที่กำลังเติบโตทั่วโลก
SAPPE ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว 5 รายการ และในไตรมาส 2 จะมีสินค้าและแคมเปญใหม่เพิ่มเติม ส่งผลให้ทั้งปีบริษัทตั้งเป้าเปิดตัวสินค้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 รายการ
วาง 3 แกนธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจผันผวน
นางสาวปิยจิต กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก บริษัทจะเดินหน้าธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระดับท้องถิ่น และการทำ Global Campaign ที่สามารถสื่อสารได้ในหลายประเทศ
ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการบริหาร Supply Chain และการกระจายตลาดส่งออกในหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือปัจจัยเศรษฐกิจและต้นทุนที่ผันผวน
“ปีนี้เรายังโฟกัสเรื่องการบริหารต้นทุน การหาตลาดใหม่ และสร้างแบรนด์ในระยะยาว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของ SAPPE ในตลาดโลก” นางสาวปิยจิต กล่าว







