
เถ้าแก่น้อยปั้น ASEAN Snack Platform บุกสินค้า Non-Seaweed
TKN เผยผลประกอบการ โกยราย 1,254.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 101 ล้านบาท เดินหน้าเร่งแตกไลน์สินค้า Non-Seaweed ระบบ OEM ปั้นนิวเอ็นจิ้น มุ่งสู่ ASEAN Snack Platform
KEY
POINTS
- TKN มีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 101.1 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.6% จากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น
- ประกาศยุติธุรกิจ "71 หมูกระทะ" เพื่อกลับมามุ่งเน้นธุรกิจหลัก (Core Business) ด้านสาหร่ายและขนมขบเคี้ยว
- วางเป้าหมายสู่การเป็น “ASEAN Snack Platform” ผ่าน 3 แกนหลักคือ ผลิตภัณฑ์, ผู้บริโภค และช่องทางจำหน่าย
- เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-Seaweed) เช่น ขนมข้าวพอง, ขนมบุก และขนมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพื่อสร้างการเติบโตใหม่
นางสาว ทิพยนภา จิตต์แจ้งประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการและนำเสนอข้อมูลงบการเงิน ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2569 ผ่านระบบ SET Opportunity Day ระบุว่า ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีรายได้จากการดำเนินงาน (Operating Revenue) อยู่ที่ 1,254.2 ล้านบาท ลดลง -6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)
อย่างไรก็ตามบริษัทสามารถทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ได้เด่นชัดที่ 406.5 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง +12.5% YoY ส่งผลให้กำไรสุทธิ (Net Profit) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 101.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นเติบโต +2.6% YoY
ในส่วนของอัตราส่วนทางการเงิน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32.4% (ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.4% YoY) และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8.1% (ปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.7% YoY) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นแม้ว่ารายได้จะชะลอตัวลงเล็กน้อย
ปิด “71 หมูกระทะ” กลับสู่ Core Business
หนึ่งในประเด็นสำคัญของไตรมาสนี้ คือการตัดสินใจยุติธุรกิจ 71 หมูกระทะโดยบริษัทรับรู้ค่าใช้จ่ายรวม 25 ล้านบาท เพื่อหยุดการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก และกลับมาเน้นธุรกิจสาหร่ายและขนมขบเคี้ยวที่สร้างกำไรได้ดีกว่า
บริษัทมองว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ผลประกอบการในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด ด้านโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันแบ่งเป็นตลาดในประเทศ 47% และตลาดต่างประเทศ 53% สะท้อนการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
ตลาดไทยโตสวนเศรษฐกิจ จากสินค้าใหม่-Idol Marketing
ตลาดในประเทศทำยอดขายได้ 587 ล้านบาท เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อยังชะลอตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการออกสินค้าใหม่ หรือ New Product Development (NPD) สินค้าหลักที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโต ได้แก่ สาหร่ายอบซุปล็อบสเตอร์ ผงโรยข้าวTopping Spicy Togarashi เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์ Idol Marketing ผ่าน “ชมพู่ อารยา” และ “น้องเกล” เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและผู้บริโภครุ่นใหม่
ตลาดจีนฟื้นแรง โต 21%
แม้ยอดขายตลาดต่างประเทศโดยรวมจะลดลง 13.7% เหลือ 667 ล้านบาท แต่ตลาดจีนกลับเติบโตโดดเด่น โดยมียอดขาย 316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
แรงหนุนสำคัญมาจากการใช้ Global Brand Ambassador อย่าง “เฉินเจ๋อหยวน” รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ Snack Store หรือ Busy Ming ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงมากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่ายกว่า 20,000 สาขาทั่วประเทศจีน
ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังเดินหน้าทำกิจกรรมการตลาดในอาเซียน ผ่านแคมเปญในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลสำคัญ
สำหรับยุทธศาสตร์ระยะต่อไป บริษัทวางเป้าหมายสู่การเป็น “ASEAN Snack Platform” ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Product, Consumer และ Partner/Channel
แตกพอร์ตสินค้าใหม่ Non-Seaweed
บริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าใหม่ที่ไม่จำกัดเฉพาะสาหร่าย หรือ Non-Seaweed เพื่อสร้าง New Growth Engine ให้ธุรกิจ แบรนด์สำคัญในพอร์ต ได้แก่ “Have A Good Day” กลุ่ม Rice Cracker และ “ซูเปอร์กรุบ”(SUPER GROOB) กลุ่มขนมบุก ส่วนแบรนด์ “ว้าวคอร์น” กลุ่มข้าวโพด, “Mepoonn หรือ มีภูมิ กลุ่มโปรไบโอติกส์ รวมถึงแบรนด์ใหม่ “หมูมิน” (Momin) แบรนด์ขนมขบเคี้ยวโปรตีนจากเนื้อสัตว์
ด้านผู้บริโภคบริษัทใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลกอย่าง “เฉินเจ๋อหยวน” และพรีเซนเตอร์คนใหม่ “รีเบคก้า” เพื่อสร้าง Brand Experience และเข้าถึงกลุ่ม Gen Z มากขึ้น โดยบริษัทวางกลยุทธ์ “New Asian Wave” เพื่อผลักดันแบรนด์สู่ตลาดภูมิภาคและระดับโลก
สินค้าบางส่วนใช้รูปแบบจ้างผลิต (OEM/Outsource) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว แต่ยังคงรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ส่วนด้านช่องทางจำหน่าย บริษัทเดินหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ “Everywhere Every Moment” เพื่อขยายการเข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุม Traditional Trade และ Modern Trade ในหลายประเทศทั่วโลก
รับมือสงคราม ดันต้นทุนแพ็กเกจจิ้งพุ่ง
กำลังการผลิตรวมบริษัทมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 8,100 ตันในไตรมาส 1 มีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56% ซึ่งปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 57%
ด้านต้นทุนยังสามารถบริหารต้นทุนสาหร่ายได้ดี โดยครึ่งปีแรกยังใช้สต็อกวัตถุดิบราคาดีจากปี 2568 รวมถึงได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่าช่วยลดต้นทุนนำเข้า โดยนำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี
อย่างไรก็ตามต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ หลังราคาพลาสติกและอลูมิเนียมปรับขึ้น 25-40% จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แนวทางรับมือคือการกระจายแหล่งจัดซื้อไปยังจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนด้าน Automation และสร้าง “ห้องเย็นเก็บสาหร่าย” ของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนค่าเช่าภายนอกและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบ
คาดไตรมาส 4 ดีสุดของปี
การส่งออกไปสหรัฐอเมริกากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% อีกต่อไป โดยบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการขอคืนภาษีที่ชำระไปก่อนหน้านี้
ขณะที่แนวโน้มทั้งปี บริษัทคาดว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่โดดเด่นที่สุด จากปัจจัยฤดูกาลและคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลปลายปี
ภาพรวมปี 2569 บริษัทจึงมุ่งสร้าง Turnaround อย่างจริงจัง ผ่านการโฟกัสธุรกิจหลัก การขยายสินค้าใหม่ และการเร่งสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ เพื่อผลักดันผลประกอบการกลับสู่ระดับสูงสุดอีกครั้งในระยะถัดไป







