thansettakij
thansettakij
SME กระทบหนัก แบกรับต้นทุน ‘พลังงาน-วัตถุดิบ-หนี้-กำลังซื้อ’

SME กระทบหนัก แบกรับต้นทุน ‘พลังงาน-วัตถุดิบ-หนี้-กำลังซื้อ’

08 พ.ค. 69 | 06:10 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 06:17 น.

สงครามยืดเยื้อกว่า 2 เดือน กดดันผู้ประกอบการ SME ไทยรอบด้าน “แสงชัย” ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ต้นทุนพลังงาน–วัตถุดิบ–หนี้–กำลังซื้อ กระทบหนัก เสนอ “ไทยช่วยไทย” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการ SME เผชิญปัญหารอบด้านจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ
  • กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้น
  • แรงกดดันจากต้นทุนและยอดขายที่ลดลง ทำให้ SME จำนวนมากต้องลดการจ้างงานหรือปิดกิจการเพื่อความอยู่รอด

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์วิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องกว่า 2 เดือน กำลังส่งผลกระทบต่อภูมิเศรษฐศาสตร์โลกอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

“ภาคเอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน”

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ “ภาระต้นทุนพลังงาน” ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยและรายกลางที่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ขณะเดียวกัน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความผันผวนด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับ “ภาระต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต” ที่ทยอยปรับราคาขึ้นทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านข้าวแกง และธุรกิจรายย่อยจำนวนมากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อประคองกิจการ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงก็ตาม

 

SME กระทบหนัก แบกรับต้นทุน ‘พลังงาน-วัตถุดิบ-หนี้-กำลังซื้อ’

 

พร้อมกันนี้ ประชาชนและแรงงานยังเผชิญ “ภาระค่าครองชีพ” ที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัว และกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง อีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล คือ “ภาระหนี้” ที่เริ่มส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนด้อยคุณภาพ หนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหนี้นอกระบบที่ขยายตัว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ

นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังเผชิญ “ภาระขีดความสามารถในการแข่งขัน” จากการแข่งขันด้านผลิตภาพ (Productivity) การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และนวัตกรรม รวมถึงข้อจำกัดด้านระบบนิเวศการค้าและการลงทุน ที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลก

ผลจากแรงกดดันหลายด้าน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มลดต้นทุนด้วยการลดแรงงาน เลิกจ้าง หรือบางส่วนปิดกิจการ เนื่องจากไม่สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ โดยมองว่า หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อและไม่มีมาตรการเชิงระบบเข้ามารองรับ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้างโดยมองว่า สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ การเปลี่ยน “โอกาสระยะสั้น” ให้กลายเป็น “ความสามารถแข่งขันระยะยาว” โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนับสนุนสินค้าไทยมากขึ้นจากกระแส “ไทยช่วยไทย”

“หากยอดขายสินค้าไทยเริ่มดีขึ้น รัฐบาลและภาคเอกชนต้องช่วยกันผลักดันต่อให้เกิดเป็นระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว เพราะนี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการสร้างแบรนด์ SME ไทยให้แข่งขันได้จริง”

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าไทย หรือ Local Content ในระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าไทย (Local Platform) เพื่อสร้างช่องทางขายของผู้ประกอบการไทยโดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากเกินไป รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ และการสนับสนุนด้านต้นทุนให้แข่งขันได้

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีมาตรการด้านแหล่งทุน เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำและมีสภาพคล่องเพียงพอในการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

SME กระทบหนัก แบกรับต้นทุน ‘พลังงาน-วัตถุดิบ-หนี้-กำลังซื้อ’

“หากสามารถผลักดันสินค้าไทยให้แข่งขันได้จริง จะช่วยลดการขาดดุลการค้า ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนทั้งหมดจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าอย่างต่อเนื่องและเกิดผลเชิงรูปธรรม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงกดดันต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอแนวทาง “ไทยช่วยไทย ต้องช่วยให้รอดอย่างยั่งยืน” ผ่านการปรับเปลี่ยน 5 ภาระหลัก ไปสู่ “โครงสร้างเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก” ประกอบด้วย 1.โครงสร้างเศรษฐกิจแบ่งปันที่เป็นธรรม ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 2. ส่งเสริมการใช้ Local Content หรือสินค้า วัตถุดิบ และบริการของผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้า 3. พัฒนา Local Platform เพื่อสร้างช่องทางการค้าและการท่องเที่ยวของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล 4. โครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม ที่มุ่งปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงาน และ 5. เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับแนวทางเศรษฐกิจยั่งยืนและ ESG

นอกจากนี้ ยังเสนอ “โครงสร้างแหล่งทุนที่เป็นธรรม” เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ “โครงสร้างการพัฒนากำลังคนที่เป็นธรรม” เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ “โครงสร้างรัฐที่เป็นธรรม” ผ่านการปรับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ