
ไทย-เวียดนาม ดันการค้าแตะ 9 แสนล้านบาท เปิดเกมรุกลงทุนอาเซียน
สภาธุรกิจไทย-เวียดนามเร่งเชื่อมการค้า-ลงทุน รับเศรษฐกิจเวียดนามโตแรง ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 9 แสนล้านบาท เปิดโอกาสใหม่ผู้ประกอบการไทยบุกตลาดศักยภาพอาเซียน
KEY
POINTS
- ไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันให้ถึง 9 แสนล้านบาท (2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2569
- สภาธุรกิจไทย-เวียดนามเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยายการลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง
- ทั้งสองประเทศมุ่งต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และดิจิทัล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (Thailand-Vietnam Business Council) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทในฐานะกลไกสำคัญของภาคเอกชนในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเวียดนามในฐานะหนึ่งในตลาดศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน
นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 2555 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งเสริมความร่วมมือทั้งระดับภาครัฐต่อภาครัฐ (G2G) และภาคเอกชนต่อภาคเอกชน (B2B) รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ในการขยายโอกาสสู่ตลาดเวียดนาม ผ่านการให้คำปรึกษา การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างสองประเทศ
ปัจจุบัน สภาธุรกิจไทย-เวียดนามมีสมาชิกรวมกว่า 153 ราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ SMEs สถาบันการเงิน และพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญ อาทิ การเข้าร่วมงาน Vietnam-Thailand Business Forum การจัดกิจกรรม Business Consulting Day การเข้าร่วมประชุม Team Thailand Plus และการหารือกับเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย เพื่อผลักดันโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวจริยา กล่าวต่อว่า เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ และบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเอื้อต่อการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ เวียดนามถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทย โดยในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่กว่า 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (8.5 แสนล้านบาท) แบ่งเป็นการส่งออกจากไทย 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.6 แสนล้านบาท) และการนำเข้าจากเวียดนาม 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.9 แสนล้านบาท) พร้อมตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้ารวมสู่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (9 แสนล้านบาท) ในปี 2569 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องของทั้งสองประเทศ
ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และการยกระดับสู่ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ สภาธุรกิจไทย-เวียดนามยังคงมุ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตในเวียดนามอย่างยั่งยืน
ล่าสุด สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้จัดสัมมนา “Vietnam Next Move: From Market Entry to Market Leadership ก้าวต่อไปของธุรกิจไทยในเวียดนาม” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ณ อาคาร CW Tower โดยมีนางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายฝั่ม เหวียต หุ่ง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย และนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ร่วมถ่ายทอดมุมมองความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ภายในงานมีการเสวนา 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Vietnam Direction 2026” ว่าด้วยทิศทางเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจไทย และหัวข้อเกี่ยวกับช่องทางการขายและการเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ครอบคลุมทั้งค้าปลีก ค้าส่ง การค้าแบบดั้งเดิม และ e-Commerce เพื่อช่วยผู้ประกอบการวางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ระบุว่า เวียดนามตั้งเป้าพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และมุ่งสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2588 โดยปัจจุบันติด 1 ใน 35 เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และในปี 2568 มีอัตราการเติบโต GDP สูงถึง 8.02%
สำหรับความสัมพันธ์กับไทย ปัจจุบันมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 789 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.5 แสนล้านบาท) ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนาม โดยทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และดิจิทัล
สำหรับปี 2569 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเศรษฐกิจเวียดนาม จัดคณะศึกษาดูงานด้านการค้าและการลงทุน และยกระดับระบบสนับสนุนสมาชิก เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาด พร้อมผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป






