thansettakij
thansettakij
ธุรกิจสัตว์เลี้ยงพุ่งไม่หยุด ผู้เล่นทะลุ 400 แบรนด์ แข่งชิงตลาดแสนล้าน

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงพุ่งไม่หยุด ผู้เล่นทะลุ 400 แบรนด์ แข่งชิงตลาดแสนล้าน

18 มี.ค. 69 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 69 | 11:03 น.

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตแรงแตะระดับแสนล้าน ผู้เล่นพุ่งกว่า 400 ราย แข่งขันรุนแรง “VetSynova” เร่งแผนรุก ตั้งเป้ารายได้ 700 ล้านบาท พร้อมรับมือแรงกดดันต้นทุนพลังงานและซัพพลายเชนผันผวน

KEY

POINTS

  • ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ Pet Humanization คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะทะลุ 1 แสนล้านบาทในปี 2569
  • การเติบโตของตลาดดึงดูดผู้เล่นรายใหม่จำนวนมาก ส่งผลให้จำนวนแบรนด์เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 รายเป็นกว่า 400 แบรนด์ ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
  • โครงสร้างตลาดขับเคลื่อนโดยกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (สัดส่วนกว่า 50%) โดยสุนัขยังเป็นสัตว์เลี้ยงหลัก แต่กลุ่มผู้เลี้ยงแมวมีอัตราการเติบโตสูงกว่า
  • ผู้ประกอบการเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยกระดับสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ดันมูลค่าตลาดขยายตัวในระดับสองหลัก และกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่ดึงดูดผู้เล่นรายใหม่จำนวนมาก ส่งผลให้จำนวนแบรนด์ในตลาดเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 รายในอดีต เป็นมากกว่า 400 รายในปัจจุบัน สะท้อนการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงทั้งด้านราคา นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์

ขณะที่โครงสร้างตลาดยังขับเคลื่อนหลักโดยกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดรวม ตามด้วยบริการด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยง และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดย “สุนัข” ยังเป็นสัตว์เลี้ยงหลักในภาพรวม แต่ “แมว” กลายเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตเร็ว โดยเฉพาะในเขตเมือง จากข้อจำกัดด้านพื้นที่และไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้จำนวนผู้เลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และบางพื้นที่เริ่มมีสัดส่วนแซงสุนัขแล้ว

ภาพรวมอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ส่งผลให้มูลค่าตลาดขยายตัวเฉลี่ยราว 10% ต่อปีในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) คาดว่าปี 2568 ตลาดจะเติบโต 13.2% แตะ 92,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มทะลุ 100,000 ล้านบาทในปี 2569

โครงสร้างตลาดยังขับเคลื่อนหลักโดยหมวดอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดรวม รองลงมาเป็นบริการด้านสุขภาพและการรักษา 22% ขณะที่กลุ่มอาหารเสริมแม้มีสัดส่วนยังไม่สูง แต่เติบโตต่อเนื่องตามกระแสการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงลึก

 

น.สพ.มนัยธร เสริบุตร

 

น.สพ.มนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด (VetSynova) กล่าวว่า ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง บริษัทสามารถสร้างการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีรายได้รวม 420 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 13% และตั้งเป้าปี 2569 รายได้แตะ 700 ล้านบาท เติบโต 67% พร้อมวางเป้าหมายระยะกลางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี ด้วยรายได้ 1,000 ล้านบาท

กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทวางไว้ 6 ด้านหลัก ได้แก่ การลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมตามหลักสัตวแพทย์ การพัฒนาสินค้าเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ผู้เลี้ยงสัตว์ การสร้างระบบพาร์ตเนอร์ครบวงจร การขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและภาควิชาการ การสร้างแบรนด์ผ่าน Emotional Marketing และการเร่งขยายตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน VetSynova มีพอร์ตสินค้า 3 กลุ่มหลัก ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์รักษา อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยมีแบรนด์ “VFCore” และ “DeliSci” เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 10 ล้านบาทต่อปี ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้าน Biotechnology และ Synthetic Biology

ในด้านการตลาด บริษัทเปิดตัวแคมเปญ “Family Bonding Time” เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่าน Emotional Connection ควบคู่การใช้ Music Marketing โดยดึง “โต๋–ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ธุรกิจยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ เช่น พลาสติก ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

น.สพ.มนัยธร ระบุว่า บริษัทได้ปรับแผนบริหารความเสี่ยงโดยเพิ่มระยะเวลาการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าจากเดิม 2-3 เดือน เป็น 6 เดือน เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความผันผวนในซัพพลายเชน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การวางแผนโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง การบริหารทีมขายให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงการใช้นโยบาย Work from Home เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

“โจทย์ของปีนี้ไม่ใช่แค่การเติบโต แต่คือการบริหารต้นทุนและความไม่แน่นอนให้ได้พร้อมกัน ภายใต้การแข่งขันที่สูงขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น” น.สพ.มนัยธร กล่าว

ทั้งนี้ แม้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขัน แต่ตลาดสัตว์เลี้ยงยังมีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียม สะท้อนจากค่าใช้จ่ายของผู้เลี้ยงสัตว์แบบ Pet Humanization ที่สูงถึง 50,000 บาทต่อสัตว์เลี้ยงต่อปี ซึ่งยังเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว