
โอสถสภา กางแผนปี 69 ดันเครื่องดื่ม–Personal Care–ต่างประเทศ ขับรายได้โต
‘โอสถสภา’ กางยุทธศาสตร์ปี 69 ขับเคลื่อน 3 Growth Engines เสริมแกร่งกลุ่มเครื่องดื่ม ดัน Personal Care สู่พรีเมียม พร้อมสยายปีกต่างแดน ตั้งเป้ารายได้โต Mid-Single Digit
KEY
POINTS
- โอสถสภาผลักดันกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มซึ่งเป็นรายได้หลัก ผ่านการออกสินค้าระดับพรีเมียม ขยายฐานราคาหลากหลาย และเสริมกิจกรรมการตลาด
- ต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) โดยขยายฐานจากตลาดเด็กสู่ตลาดผู้ใหญ่ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น น้ำหอม และแชมพู
- ตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศระดับสองหลัก (Double Digit) โดยมุ่งขยายตลาดสู่ประเทศที่มีศักยภาพสูง เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม
บริษัท Osotspa Public Company Limited หรือ OSP วางแผนขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 ผ่านกลยุทธ์ “Executing Excellence and Empowering the Future” โดยใช้ 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ ธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverage) ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) และธุรกิจต่างประเทศ (International Business) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับ Mid-Single Digit
ภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ความคุ้มค่าและราคา มากขึ้น ขณะที่สินค้าในกลุ่มสุขภาพและพรีเมียมยังมีแนวโน้มเติบโต ทำให้บริษัทปรับพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มราคาประหยัดและกลุ่มพรีเมียม
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Osotspa Public Company Limited กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมในการต่อยอดศักยภาพขององค์กรที่สั่งสมมากว่า 135 ปี เพื่อขยายการเติบโตในหลายหมวดสินค้า ทั้งเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และการขยายตลาดต่างประเทศ
ธุรกิจเครื่องดื่ม ฐานรายได้หลักของบริษัท
กลุ่มเครื่องดื่มยังคงเป็นธุรกิจหลักของโอสถสภา โดยครอบคลุมทั้ง เครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drink) และ เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drink) ผ่านแบรนด์สำคัญ ได้แก่
- M-150
- Lipo
- C-vitt
- Peptein
ปัจจุบัน M-150 เป็นแบรนด์หลักของบริษัท โดยมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยประมาณ 44.2% ขณะที่ C-vitt ครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มวิตามินซีสูงถึง 77% ส่วน Peptein มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 7.1% และเติบโต 15% ในปี 2568 สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมผลักดันการเติบโตของแบรนด์หลักผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. Premiumization พัฒนาสินค้าในกลุ่มพรีเมียมเพื่อเพิ่มมูลค่าและอัตรากำไรของพอร์ตสินค้า
2. กลยุทธ์หลายระดับราคา ขยายสินค้าหลายระดับราคา ตั้งแต่กลุ่ม 10 บาท 12 บาท และ 15 บาท เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวด้านราคา
3. เสริมการตลาดและกิจกรรมแบรนด์ เพิ่มกิจกรรมการตลาด อีเวนต์ และแคมเปญสื่อสารแบรนด์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงขายหลักของตลาดเครื่องดื่ม
นอกจากนี้ บริษัทจะเร่งขยายประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ทั้งในช่องทาง Traditional Trade และ Modern Trade เพื่อเพิ่มการเข้าถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ
Personal Care ขยายสู่ตลาดผู้ใหญ่
ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่บริษัทมุ่งต่อยอดการเติบโต โดยมีแบรนด์สำคัญ ได้แก่
- Babi Mild
- Ultra Mild
- Twelve Plus
- XIT
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เด็ก แบรนด์ Babi Mild ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสบู่เหลวเด็ก ซึ่งทำสถิติส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะเดียวกัน บริษัทได้ขยายฐานสู่ กลุ่มผู้บริโภคผู้ใหญ่ ผ่านแบรนด์ Ultra Mild ซึ่งมีการเติบโตต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะจุด สำหรับปีนี้ บริษัทเตรียมขยายพอร์ต Personal Care ผ่านกลยุทธ์ Premiumization เช่น
• การเปิดตัวน้ำหอมระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Twelve Plus
• การขยายผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย XIT Pro
• การเข้าสู่ตลาด แชมพูสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 8,000 ล้านบาท
การขยายสินค้าในกลุ่มพรีเมียมจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรและขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กับบริษัท
ธุรกิจต่างประเทศ ตั้งเป้าโต Double Digit
ธุรกิจต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของโอสถสภา โดยปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีการจำหน่ายในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมถึงมีการจับมือเป็นพันธมิตรกับจีนเพื่อขยายตลาด ซึ่งตลาดหลักในปัจจุบัน ได้แก่
- เมียนมา
- ลาว
โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากสองตลาดนี้เป็นต้นแบบในการขยายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคสำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพสูง เช่น
- อินโดนีเซีย
- เวียดนาม
พร้อมทั้งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางการเติบโต และตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจต่างประเทศระดับ Double Digit
นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินกลุ่ม บริษัท Osotspa Public Company Limited กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE OSP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งองค์กร ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถยกระดับ Gross Profit Margin สูงกว่า 40% เป็นครั้งแรก และมีเป้าหมายรักษาระดับดังกล่าวต่อเนื่อง
สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุน (CAPEX) ประมาณ 400–500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology และ AI รวมถึงการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้กำลังการผลิต เพื่อสร้าง Economy of Scale ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิในระยะยาว

