
ปิดปี 68 ‘โอสถสภา’ ทำรายได้ 2.6 หมื่นล้านลดลง 5% เตรียมทุ่ม 500 ลงทุนนวัตกรรมเพิ่ม
“โอสถสภา” เผยผลการดำเนินงานปี 68 ทำรายได้กว่า 2.6 หมื่นล้าน ลดลง 5% กำไรสุทธิ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% เปิดแผนปี 69 พร้อมทุ่มงบ 400-500 ล้านลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล
KEY
POINTS
- โอสถสภาเผยผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% สาเหตุหลักจากการปรับโครงสร้างการขายเครื่องดื่มในประเทศ
- แม้รายได้ลดลง แต่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติกลับเพิ่มขึ้น 15.3% เป็น 3,503 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและรายได้จากต่างประเทศที่เติบโต
- บริษัทเตรียมแผนลงทุน (CAPEX) สำหรับปี 2569 วงเงินประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Office บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 โอสถสภามีรายได้รวม 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ จากการปรับโครงสร้างการขายและการจัดจำหน่ายในช่วงต้นปี เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำและเพิ่มเสถียรภาพในการวัดผลกิจกรรมทางการตลาดอย่างเป็นระบบ
โดยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์และปรับสัดส่วนกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าระดับ 40% เป็นครั้งแรก ประกอบกับแรงหนุนจากการขยายตัวของสัดส่วนรายได้ในตลาดต่างประเทศซึ่งมีอัตรากําไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ผลักดันให้บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% (YoY) นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้กำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในไตรมาส 1 ผ่านการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมา (MGE Group) จำนวน 295 ล้านบาท และมีการบันทึกค่าใช้จ่ายสุทธิจำนวน 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการรวมศูนย์การผลิตในไตรมาส 4 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทอยู่ที่ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.8% (YoY)
“การปรับโครงสร้างดังกล่าวเริ่มส่งผลบวกอย่างชัดเจนในครึ่งปีหลัง โดยยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศกลับมาเติบโต 2.8% สะท้อนให้เห็นรากฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างมั่นคงในปีถัดไป ขณะที่รายได้เครื่องดื่มในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 4.8% (YoY) คิดเป็น 26.5% ของรายได้รวม โดยเฉพาะเมียนมาและลาวที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นในไตรมาสที่ 4 จากความแข็งแกร่งของแบรนด์และการใช้กลยุทธ์ที่สอดรับกับปัจจัยด้านฤดูกาล”
โครงสร้างรายได้สำหรับปี 2568 มาจาก กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม อาทิ แบรนด์ M-150, ลิโพ, คาลพิสแลคโตะ, C-vitt เป็นต้น มีสัดส่วนรายได้ 84% กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล อาทิ เบบี้มายด์ ฯลฯ มีสัดส่วนรายได้ 11% กลุ่มรายได้อื่นๆ อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม, การให้บริการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ (OEM) อาทิแบรนด์ ทัมใจ, โอเล่, โบตัน ฯลฯ มีสัดส่วนรายได้ 5%
“กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โอสถสภายังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในทุกเซกเมนต์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเฉลี่ยทั้งปีที่ 44.2% ใกล้เคียงกับปลายปีก่อน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย แคมเปญการตลาดและสร้างแบรนด์ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ไทยชั้นนำอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย (Route to Market) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
โดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ โอสถสภาครองแบ่งการตลาดเฉลี่ยทั้งปีที่ 46.4% เพิ่มขึ้น 10.6% จากปลายปีก่อน นำโดยแบรนด์ ‘ซี-วิท และ ‘เปปทีน’ สะท้อนความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
นางสาวมุกดา กล่าวอีกว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล แม้ภาพรวมตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค แต่บริษัทยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดสบู่เหลวอาบน้ำเด็กและอันดับสองตลาดแป้งเด็ก และสามารถขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ขยายสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ (Adult segment) ภายใต้แบรนด์ อัลตร้ามายด์ บาย เบบี้มายด์ อีกด้วย
สำหรับภาพรวมในปี 2569 โอสถสภามุ่งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการ เติบโตทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไร (Grow Both Top & Bottom Line) โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับ Mid Single Digit สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ควบคู่กับการปรับปรุงอัตรา กำไรผ่านการบริหารช่องทางการขาย การเร่งนวัตกรรมสินค้า และการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
รายได้ในปี 2569 จะถูกสร้างการเติบโตจากกลยุทธ์ Executing Excellence, Empowering the Future ผ่านการเสริมความ แข็งแกร่งของแบรนด์หลัก การเร่งนวัตกรรมสินค้า การขยายช่องทางจัดจำหน่าย และการเติบโตในต่างประเทศ ตลอดจนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ดำเนินภายใต้กรอบแนวคิด “ONE OSP” เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทั้งองค์กร การขยายธุรกิจหลักพร้อม สร้างแหล่งเติบโตใหม่
กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรากฐานองค์กรที่แข็งแกร่งด้านบุคคลากร ดิจิทัลเทคโนโลยี และธรรมาภิบาลและการกำกับ ดูแล พร้อมเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน ได้แก่ การเติบโตของรายได้ การปรับปรุงอัตรากำไรจากการควบคุม SG&A และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแผนลงทุน (CAPEX) ประมาณ 400–500 ล้านบาท เพื่อรองรับนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการ กระจายสินค้าอย่างยั่งยืน

