
สงครามสหรัฐ-อิหร่าน เขย่าเอสเอ็มอีไทย ส่งออก 38.54 ล้านดอลลาร์ เสี่ยงสะดุด
ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์กระทบห่วงโซ่อุปทาน–พลังงาน–โลจิสติกส์ เผยเอสเอ็มอีไทยพึ่งพาตลาดอิหร่าน 28.17% ของส่งออกทั้งหมด ขณะรายกลางนำเข้าสูงสุด 51.92%
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปยังอิหร่าน ซึ่งมีมูลค่า 38.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สินค้าส่งออกหลักของเอสเอ็มอีไทยที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเครื่องจักรกล, เครื่องจักรไฟฟ้า, ยานยนต์, ผลไม้และถั่ว, และพืชผัก
- สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการหาตลาดทดแทน
ศึกสงครามภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ อิสราเอล ปะทะกับ อิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน การค้า และความเชื่อมั่นของประชาคมโลกในวงกว้าง
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในรูปแบบ “สงครามใต้ดิน” หรือการก่อการร้ายที่ขยายวงกว้างขึ้น
พร้อมตั้งคำถามว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้จริงจากการใช้อาวุธทำลายล้างหรือไม่ เพราะทุกสงครามล้วนทิ้งต้นทุนมหาศาล ทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน ระบบสาธารณูปโภค อาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากในการเยียวยา
ส่งออกเอสเอ็มอีไทยไปอิหร่าน 38.54 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 28.17%
สำหรับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไทย–อิหร่าน ปี 2568 มูลค่าการ “ส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปประเทศอิหร่าน” อยู่ที่ 38.54 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 28.17% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดจากไทยไปอิหร่าน แบ่งเป็น
- รายย่อย 3.20 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายย่อม 8.44 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายกลาง 26.91 ล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของเอสเอ็มอี 5 อันดับแรก ได้แก่
- เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักรและส่วนประกอบเครื่องจักร 6.39 ล้านเหรียญสหรัฐ
- เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 5.71 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ยานบกและส่วนประกอบ 5.44 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ 3.89 ล้านเหรียญสหรัฐ
- พืชผักรวมทั้งรากและหัวบางชนิดที่บริโภคได้ 2.47 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ “ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยไปประเทศอิหร่าน” อยู่ที่ 136.82 ล้านเหรียญสหรัฐ
เอสเอ็มอีนำเข้า 8.2 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 87.6% ของนำเข้าจากอิหร่าน
ด้านการนำเข้า “มูลค่าการนำเข้าของเอสเอ็มอีไทยจากประเทศอิหร่าน” อยู่ที่ 8.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 87.6% ของการนำเข้าทั้งหมดจากอิหร่าน สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่
- ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ 3.02 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ปลาและสัตว์น้ำ 2.59 ล้านเหรียญสหรัฐ
- เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบไฟฟ้า 0.61 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลิตภัณฑ์นม ไข่สัตว์ปีก น้ำผึ้งธรรมชาติและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 0.58 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม 0.54 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดย “ภาพรวมมูลค่าการนำเข้าไทยจากประเทศอิหร่าน” อยู่ที่ 9.36 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น
- รายย่อย 0.89 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายย่อม 2.45 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายกลาง 4.86 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายใหญ่ 0.98 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การนำเข้าของเอสเอ็มอีขนาดกลางมีสัดส่วนสูงสุด 51.92% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ชงรัฐยกระดับแผนความมั่นคงเศรษฐกิจ รับ “สงครามเศรษฐกิจโลกไฟเดือด”
นายแสงชัยเสนอว่า ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ “สงครามเศรษฐกิจโลกไฟเดือดพล่าน” ทั้งในมิติที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ซึ่งอาจบานปลายเป็น “สงครามแห่งศตวรรษ” หากประเทศคู่ขัดแย้งและพันธมิตรผสมโรงร่วมกัน
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ พลังงานและน้ำมัน รับมือความผันผวนด้านราคา เสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน และการสำรองให้เพียงพอ โลจิสติกส์และการขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส และการเดินทางทางอากาศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและต้นทุน ต้องมีแผนบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์บริหารวิกฤติ ขีดความสามารถการแข่งขัน
ลดความผันผวนต้นทุนการผลิตที่สะท้อนสู่ราคาสินค้า ค่าครองชีพประชาชน ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้กระทบภาระผู้บริโภค รวมถึงการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และอาจพลิกโอกาสเป็นแหล่งพำนักระยะยาว การนำเข้า–ส่งออก โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง สนับสนุนวัตถุดิบและตลาดทดแทน การค้าการลงทุนโลก เตรียมรับภาวะชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ และการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รักษาดุลยภาพกับทุกฝ่าย ไม่เข้าสู่วงความขัดแย้ง
จับตาบทบาทผู้นำโลก ท่ามกลางไฟสงคราม
นายแสงชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นยังมีบาดแผลเรื้อรังในหลายพื้นที่ เช่น ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับเวเนซูเอลา กรีนแลนด์และเดนมาร์ก แคนาดา และคิวบา พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า สันติภาพที่แท้จริงมีอยู่หรือไม่ หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง
“ประชาชนทั้งโลกจะเป็นผู้ตัดสินว่า สงครามใต้ดินจะประทุเรื้อรัง หรือจบลงอย่างเด็ดขาด ประวัติศาสตร์โลกกำลังถูกเขียนขึ้นอีกครั้ง”






