

KEY
POINTS
การเข้ามาของ “LOPIA JAPAN” ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 จากญี่ปุ่น สะท้อนการแข่งขันระลอกใหม่ในตลาดค้าปลีกอาหารของไทย หลังบริษัทเปิดสาขาแรกอย่างเป็นทางการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ บนพื้นที่ราว 1,000 ตารางเมตร
โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สองนอกญี่ปุ่นต่อจากไต้หวัน และเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริษัทเลือกเข้ามาลงทุน LOPIA อยู่ภายใต้เครือ OIC Group ซึ่งมีธุรกิจตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหาร ไปจนถึงนำเข้า–ส่งออก และมีรายได้รวมกว่า 5.21 แสนล้านเยนในปีงบประมาณล่าสุด
ปัจจุบัน LOPIA มีสาขาในญี่ปุ่น 139 แห่ง และเคยได้รับรางวัล Best of Super 2025 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดต้นทาง ก่อนเดินหน้าขยายสู่ต่างประเทศ
เลือกไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ เหนือกว่าไต้หวัน
นายฮิโตชิ มิซึโมโตะ กรรมการบริษัท LOPIA และหัวหน้าสำนักงานใหญ่ฝ่ายดูแลภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า ไทยมีศักยภาพเชิงตลาดสูง ทั้งด้านจำนวนประชากร กำลังซื้อ และความหลากหลายของผู้บริโภค โดยประเมินว่ากำลังซื้อของไทยสูงกว่าไต้หวันราว 1.5 เท่า ขณะที่อาเซียนมีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน ทำให้ไทยถูกวางบทบาทเป็น “ประตูสู่ภูมิภาค” สำหรับการขยายธุรกิจในระยะถัดไป
การเลือกทำเลในเครือเซ็นทรัล และอยู่ใกล้กับ Tops Supermarket ถูกวางในเชิงพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่าการแข่งขันโดยตรง เพื่อสร้างทราฟฟิกร่วมและขยายฐานลูกค้า โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้บริโภคชาวไทย ไม่ใช่เฉพาะชาวญี่ปุ่นในไทย
จุดแข็งของ LOPIA คือการควบคุมซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะหมวดเนื้อสัตว์ ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 500 SKU และมีระบบจัดซื้อ–แปรรูปเอง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้ พร้อมตั้งราคาสินค้าญี่ปุ่นให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้มากกว่าคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกัน
ปัจจุบันสินค้าภายในร้านมากกว่า 90–95% เป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ควบคู่กับการพัฒนาอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ซูชิและเมนูปรุงสด ซึ่งบางหมวดสามารถผลิตได้มากกว่าวันละ 1,000 ชิ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าและความถี่ในการเข้าร้านของผู้บริโภค
นอกจากการนำเข้า LOPIA ยังวางแผนเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Original Products) ให้สูงถึงราว 60% ของสินค้าทั้งหมด และหมวดอาหารทั่วไปประมาณ 30% ในระยะถัดไป โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพิจารณาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อใช้วัตถุดิบและซัพพลายเชนในประเทศ รองรับทั้งตลาดไทยและการส่งออกไปยังประเทศอื่นในเอเชีย
ขณะเดียวกัน บริษัทระบุว่าจะเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยที่มีคุณภาพเข้ามาวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อเชื่อมผู้ผลิตท้องถิ่นเข้าสู่เครือข่ายค้าปลีกของ LOPIA และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกันในระยะยาว
ในเชิงการขยายสาขา LOPIA เปรียบเทียบกับไต้หวันที่สามารถเปิดได้ 9 สาขาภายใน 3 ปี และเพิ่มเป็นราว 20 สาขาในปีถัดมา โดยสำหรับประเทศไทย บริษัทประเมินว่ามีโอกาสเติบโตได้มากกว่า และอยู่ระหว่างวางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า ก่อนจะต่อยอดออกนอกพื้นที่ของเครือเซ็นทรัลเมื่อฐานธุรกิจแข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ขั้นตอนการนำเข้าอาหารและกฎระเบียบด้าน อย. ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเตรียมการล่วงหน้าหลายเดือน แต่บริษัทเชื่อว่าด้วยขนาดตลาดและศักยภาพการเติบโตของไทย จะทำให้การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าในระยะยาว และเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนต่อไป