

KEY
POINTS
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมบันเทิง M STUDIO ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย พร้อมส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทั้งผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ชม ด้วยการประเมินว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีทอง” ของอุตสาหกรรมหนังไทย ที่จะกลับมาคึกคักอย่างชัดเจนอีกครั้ง ทั้งในมิติของจำนวนภาพยนตร์ คุณภาพคอนเทนต์ และโอกาสในการขยายสู่ตลาดโลก
นาย สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2569 มีสัญญาณบวกชัดเจนกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยแทบทุกค่ายเตรียมส่งภาพยนตร์ไฮไลต์ของตัวเองเข้าสู่ตลาด ทำให้การแข่งขันมีความหลากหลายและมีจุดยืนชัดเจนมากขึ้น
“ไม่ใช่แค่มีหนังเยอะขึ้น แต่เป็นปีที่แนวหนังชัดขึ้น ทุกค่ายมี ‘หนังแชมป์’ ของตัวเอง โดยเฉพาะหนังผีที่ยังเป็นแนวหลักของตลาด แต่ขณะเดียวกันก็จะเห็นความหลากหลายของแนวมากกว่าที่เคย”
ข้อมูลในปี 2568 ชี้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดย M STUDIO มีรายได้จากการผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยรวมราว 930.9 ล้านบาท คิดเป็น สัดส่วนกว่า 61% ของตลาดรวม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ชมที่มีต่อคอนเทนต์ไทย และบทบาทของ M STUDIO ในฐานะผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรม
ตัวเลขดังกล่าวยังตอกย้ำความสำเร็จของ M STUDIO ในการเป็น สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน พร้อมผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องที่ทำรายได้ตั้งแต่ระดับ 100 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม M STUDIO มองว่า ความสำเร็จในเชิงรายได้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว “วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ และความสามารถในการต่อยอดในอนาคต”
ยุทธศาสตร์สำคัญของ M STUDIO ในปี 2569 คือการยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตภาพยนตร์ สู่การเป็น Content & IP Creator อย่างเต็มรูปแบบ โดยมองภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้จาก Box Office เพียงอย่างเดียว
แนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเรื่องตั้งแต่ต้นน้ำ การออกแบบบทให้รองรับทั้งการฉายในโรงภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการวางแผนต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นภาคต่อ แฟรนไชส์ หรือกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ “หนังหนึ่งเรื่องต้องคิดตั้งแต่วันแรกว่า จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่แค่เปิดตัวแรงในสัปดาห์แรก”
ในเชิงธุรกิจ M STUDIO วางเป้าหมายผลิตภาพยนตร์ไทยปีละประมาณ 20 เรื่อง อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายลิขสิทธิ์และตลาดต่างประเทศให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโต
ตัวอย่างชัดเจนคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด” ภาค 1, 2 และ 3 ที่สามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมอาเซียน นิวซีแลนด์ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย รัสเซีย และอีกหลายประเทศ รวมถึงการนำคอนเทนต์ไทยเข้าฉายในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในกว่า 190 ประเทศ
นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังถูกต่อยอด IP ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ด้วยการสร้างบ้านผีสิงใน Universal Studios Singapore ซึ่งได้รับกระแสตอบรับสูง สะท้อนศักยภาพของคอนเทนต์ไทยในการต่อยอดเชิงประสบการณ์และเชิงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน M STUDIO ยังเดินหน้าความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยจับมือกับ SHOWBOX ค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ในการร่วมทุนผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทย ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก
ยุทธศาสตร์ IP ระยะยาวสะท้อนผ่านไลน์อัปภาพยนตร์ปี 2569 ที่ M STUDIO เตรียมส่งเข้าฉายรวม 17 เรื่อง ครอบคลุมหลากหลายแนว และเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายอุตสาหกรรม อาทิ
กิ่งแก้ว, ราคี, GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ, อ้ายต้าวเอวหวาน, ยายสปีด, เห้งเจีย แจ๊ส, เหมรุย 2, สาปเมือง, ของแขก 2, สุขสุดท้าย, คำสารภาพของหมอผี, God Skin, สมิงเขาขวาง, นาคี 3, EXCHANGE เรียน แลก ผี, อีเรียมซิ่ง และ Bitbybit ไลน์อัปดังกล่าวถูกออกแบบให้สมดุลระหว่างตลาดในประเทศและศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดโลกในอนาคต
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ M STUDIO คือการนำ Data และ Insight ผู้ชม มาใช้ตั้งแต่ขั้นพัฒนาโปรเจกต์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Visual Studio และ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยไม่ลดทอนอิสระทางความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น แต่หัวใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังคงเป็น “คน” ตั้งแต่คนเขียนบท ผู้กำกับ ทีมสร้าง ไปจนถึงบุคลากรรุ่นใหม่ที่ต้องได้รับโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ M STUDIO ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขัน แต่เป็น ปีของการวางรากฐาน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในตลาดโลก