KEY
POINTS
หากพูดถึงอุตสาหกรรมอีเว้นท์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยถือเป็นแหล่งสร้างเม็ดเงินและแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความคาดหวังต่อบทบาทของรัฐบาลชุดใหม่ในการใช้ “Soft Power” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
นายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอีเว้นท์รายใหญ่ของประเทศ กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปี 2569 จะยังไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตเชิงรุกของอุตสาหกรรม แต่เป็นปีแห่งการ “ประคองตัวอย่างมีทิศทาง” โดยเฉพาะในธุรกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายรัฐและการใช้งบประมาณภาครัฐ
“อุตสาหกรรมอีเว้นท์เป็นปลายน้ำของเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี งานจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอ งบอีเว้นท์จะถูกทบทวนเป็นลำดับแรก”
จากการประเมินของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม มูลค่าตลาดอีเว้นท์ของไทย (ไม่รวมคอนเสิร์ตและบันเทิงเชิงพาณิชย์) อยู่ที่ราว 18,000 ล้านบาทต่อปี แม้ขนาดตลาดยังใหญ่ แต่โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรง แรงงานเฉพาะทาง เทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และมาตรฐานด้าน ESG ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบมากขึ้น
นายมงคลมองว่า ความได้เปรียบของผู้เล่นรายใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่เป็นความสามารถในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ งานระดับประเทศ และงานนานาชาติที่มีความซับซ้อนสูง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตามอง คือทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการผลักดัน เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ให้เป็นมากกว่าวาทกรรมเชิงนโยบาย รอปัดฝุ่น THACCA นายมงคลเห็นว่า หากรัฐต้องการใช้ Soft Power เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ จำเป็นต้องมองอุตสาหกรรมอีเว้นท์เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะหน้า
“Soft Power จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเวทีไม่มีแพลตฟอร์มและไม่มีระบบสนับสนุน งานอีเว้นท์คือเครื่องมือสำคัญในการแปลงนโยบายให้เป็นภาพจริง เป็นประสบการณ์จริง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ”
อีเว้นท์ภาครัฐหนึ่งงาน ไม่ได้สร้างผลกระทบเพียงวันจัดงาน แต่สร้างการจ้างงานตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แรงงานสร้างสรรค์ ทีมเทคนิค ระบบแสงเสียง โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนล่วงหน้า และกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
สำหรับซีเอ็มโอ โครงสร้างรายได้หลักยังมาจากภาคเอกชนราว 80% และภาครัฐประมาณ 20% โดยรายได้กว่า 60% มาจากงานอีเวนท์และบริหารจัดการ (Organize & Management) ซึ่งเป็น Core Business ของบริษัท ขณะที่รายได้ส่วนอื่นมาจากงานอุปกรณ์ ระบบเทคนิค พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ งานโครงสร้างพื้นฐาน และงานมัลติมีเดีย–Immersive Experience ซึ่งสะท้อนการสร้าง Ecosystem ครบวงจร รองรับตั้งแต่งานขนาดเล็กจนถึง Mega Event ในปีหนึ่ง ซีเอ็มโอดูแลงานรวมกว่า 400 งาน ครอบคลุมทั้งงานระดับประเทศและงานนานาชาติ รวมถึงงานประชุมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม คือปัญหาแรงงานสร้างสรรค์ที่ขาดแคลน แม้ตลาดต้องการบุคลากรจำนวนมาก แต่แรงงานที่มีทักษะครบด้านทั้งความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโครงการ ยังมีจำกัด
นายมงคลมองว่า รัฐควรเข้ามามีบทบาทในเชิงโครงสร้าง ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างเส้นทางอาชีพ และการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นอาชีพที่มั่นคงในระยะยาว
ในมุมมองของผู้ประกอบการ การขับเคลื่อน Soft Power จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบาย การบูรณาการหลายหน่วยงาน และการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง “ถ้ารัฐมอง Soft Power เป็นแค่แคมเปญระยะสั้น ผลลัพธ์จะไม่ยั่งยืน แต่ถ้ามองเป็นอุตสาหกรรม ต้องลงทุนในโครงสร้าง ระบบ และคน”
อย่างไรก็ตามนายมงคลประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมอีเว้นท์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเดินบนความระมัดระวังสูงสุด พร้อมปรับตัวรับนโยบายรัฐใหม่ และมองหาโอกาสจากงานระดับประเทศและนานาชาติที่เชื่อมโยงกับ Soft Power อย่างเป็นรูปธรรม
“อีเว้นท์ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ถ้ารัฐใช้ถูกทาง จะสร้างผลกระทบได้มากกว่าที่คิด” เขากล่าวทิ้งท้าย