
NSL ชูอินโนเวชัน ส่ง ‘ข้าวแท่ง’ บุกตลาดเอเชีย
“เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์” เดินหน้า Innovative Products ส่ง “ข้าวแท่ง” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ และใส่ใจต่อสุขภาพ ชี้กระแสตอบรับดี จ่อส่งออกตีตลาดโซนเอเชีย ทั้งจีน ฮ่องกง ไต้หวัน
นายสมชาย อัศวปิยานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ด้วยสภาพของสังคมเมืองและความเร่งรีบในปัจจุบันส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข้าวในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงเทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น
ทำให้ธุรกิจต้องพัฒนาสินค้าที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้ครอบคลุมที่สุด โดยเอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ เองอยู่ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่และอาหารรองท้องพร้อมทานมานาน เห็นความสำคัญเรื่องของสุขภาพผู้บริโภคด้วย จึงคิดค้นและพัฒนาเมนูใหม่ๆที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งเรื่องความอร่อย สะดวก และดีต่อสุขภาพ ไปพร้อมๆ กัน
โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นกลุ่ม Innovative Products เนื่องจากมองว่า เป็นกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการตัวช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับชีวิต นวัตกรรมข้าวอัดแท่ง หรือ “ข้าวแท่ง” เป็นสินค้าที่สามารถรองรับการขายทั้งช่องทาง B2B และ B2C ผ่านการนำเสนอ 3 รูปแบบ คือ
1. ข้าวแท่งแบบอุ่นร้อน ด้วยเครื่องอบร้อนที่ออกแบบเป็นโมลทรงเมล็ดข้าว วางจำหน่ายหน้าร้านสาขาต่างๆ ของร้านข้าวแท่ง Rice Bar by NSL
2. ข้าวแท่งแบบ Frozen สำหรับเก็บไว้ในตู้เย็นให้ผู้บริโภคอุ่นทานด้วยไมโครเวฟได้เองที่บ้าน มีวางจำหน่ายใน Retail ร้านสะดวกซื้อ โดยเริ่มจำหน่ายที่แรกที่ท็อปส์และแฟมิลี่มาร์ททั่วประเทศ
3. ข้าวแท่งแบบ Retort ที่สามารถเก็บไว้ได้ ณ อุณหภูมิห้อง เหมาะสำหรับการส่งออก ซึ่งสามารถฉีกซองทานได้เลย หรือจะนำไปอุ่นร้อนก่อนทานก็ได้
“เราเปิดหน้าร้านสาขาแรกไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ สยามสแควร์วัน ถือเป็น Flagship สาขาใหญ่ ต้นแบบของสาขาอื่นๆ ผลตอบรับถือว่าค่อนข้างดี แม้ว่าช่วงแรกค่อนข้างเงียบเหงา เพราะคนยังไม่รู้จักสินค้า ข้าวแท่งถือว่าเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ ต้องสร้างการรับรู้ค่อนข้างมาก การทำตลาดจึงเน้นไปที่การทดลอง แจกชิม เน้นเข้าถึงลูกค้าตามแหล่งชุมชน คนทำงาน และสร้างการบอกต่อและรีวิวผ่านโซเชียลมีเดียจำนวนมากทำให้แบรนด์ได้พื้นที่สื่อค่อนข้างเยอะ ลูกค้าติดแบรนด์ และกลับมาซื้อซ้ำมากขึ้น”
อย่างไรก็ตามนอกจากกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนไทยแล้ว ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ ซึ่งทางแบรนด์มีรสชาติที่คิดค้นมาเพื่อรองรับสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและต่างชาติทุกชาติ เช่นรสชาติข้าวเหนียวทุเรียนและข้าวเหนียวมะม่วง ที่เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในกลุ่มนักท่องเที่ยว
ปัจจุบัน “ข้าวแท่ง” เปิดให้บริการแล้ว 5 สาขา คือ สยามสแควร์วัน ชั้น 2,สีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น บี,บีทีเอส หมอชิต บีทีเอส อโศก,บีทีเอส พญาไทและออกบูธตามสถานี MRT และฟู้ดทรัคภายในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนแผนการขยายในอนาคตจะเพิ่มในส่วนของตู้เวนดิ้งข้าวแท่ง กระจายไปตามสถานศึกษา คอนโด อาคารสำนักงาน เป็นต้น
ขณะที่การขยายตลาดต่างประเทศ มองว่าข้าวแท่ง สามารถส่งออกไปวางจำหน่ายได้ทุกประเทศ เพราะอาหารไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เห็นได้จากผลตอบรับจากการไปออกงาน ThaiFex ที่ผ่านมามีลูกค้าต่างประเทศสนใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโซนเอเชีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อาจจะเริ่มจากภายในโซนเอเชียก่อนเพื่อเป็นการทดลองตลาด
นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้บริษัทจะยังคงเน้นการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Innovative Products เนื่องจากมองว่า เป็นกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ต้องการตัวช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับชีวิต ซึ่งนวัตกรรม “ข้าวแท่ง” นั้นมีผลตอบรับที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทพยายามจะควบคุมราคา และคุณภาพให้คงเดิมเพื่อรักษาระดับคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ และข้าวแท่ง ถือเป็นอาหารรองท้อง มีจุดขายที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ราคาสินค้าไม่แพงเมื่อเทียบกับปริมาณไส้ จึงทำให้ลูกค้าซื้อเราเพราะรู้สึกคุ้มค่า คุ้มราคา เราจึงต้องพยายามคงราคาไว้ให้ได้ เพราะถ้าปรับขึ้นราคาก็อาจจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคเหมือนกัน
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,097.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6% กำไรสุทธิ 75.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.14% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 66.59 ล้านบาท โดยรายได้หลักกว่า 99.8% มาจากการขายกลุ่มเบเกอรี่และรองท้อง กลุ่มขนมขบเคี้ยวแบรนด์ของ NSLและซื้อมาขายไป กลุ่ม Food Services กลุ่ม OEM และรายได้อื่นๆ 0.2%
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,903 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566






