ชำนาญ ชี้ช่อง ฟ้องศาลปกครอง-เงินดิจิทัลวอลเล็ตส่อเป็นหมัน

24 มิ.ย. 2567 | 10:35 น.

ชำนาญ จันทร์เรือง ชี้สองช่องทาง ฟ้องศาลปกครอง หลังแจก "เงินดิจิทัลวอลเล็ต" บาทแรก นายกรัฐมนตรี-รมว.คลัง ข้าราชการประจำ เสี่ยงชดใช้

วันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายชำนาญ จันทร์เรือง อดีตกรรมการบริหารพรรคและอดีตสส.บัญชีรายชือ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุถึงการยื่นศาลปกครองวินิจฉัยนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท 

การที่จะนำคดีเกี่ยวกับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไปศาลปกครองนั้น หมายถึงคดีปกครองที่เกี่ยวกับวินัยการคลัง และการงบประมาณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคดีพิพาททางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 

ในกรณีการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารการเงิน และการคลังที่ออก ตามความในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดอื่นใดที่เกี่ยวกับการรับ การเบิก การจ่าย การใช้จ่าย การบริหารงบประมาณ และก่อหนี้ผูกพัน การจัดเก็บรายได้ การใช้ประโยชน์ การเก็บรักษาการพัสดุ และการจัดการซึ่งเงินทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ใดๆ ของหน่วยงานทางปกครอง

ที่ได้มาจากเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ เงินกู้ เงินอุดหนุน เงินบริจาค และเงินช่วยเหลือจากแหล่ง ในประเทศหรือต่างประเทศ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงานทางปกครอง

ทั้งนี้ หมายความรวมถึงเงิน ทรัพย์สิน สิทธิและผลประโยชน์ดังกล่าวที่หน่วยงานทางปกครองมีอำนาจ หรือสิทธิใช้จ่ายหรือประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นความผิดวินัยทางการคลัง และการงบประมาณ และได้รับการลงโทษปรับทางปกครองตามกฎหมาย

คนละเรื่องกับการนำไปคดีไปศาลรัฐธรรมนูญ กรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ผ่านรัฐสภาแล้ว ก่อนทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยนะครั

นายชำนาญ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เพิ่มเติมถึงการฟ้องต่อศาลปกครองตอนไหนและใครบ้างมีสิทธิ์ยื่นบ้างว่า ยื่นตอนไหนก็ได้ หลังจากกฎหมายผ่านไปแล้ว ใครเอาไปใช้ ใครเอาไปทำ ใครเอาปฏิบัติก็โดน เพราะเป็นการฟ้องหน่วยงานการปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ 

เมื่อถามว่า ต้องรอให้ ร่างพ.ร.บ.งบปี 68 ผ่านสภาในวาระที่สามก่อนใช่หรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า ต้องผ่านสภาวาระที่สามและมีการใช้แล้ว ปฏิบัติแล้ว เพราะการยื่นต่อศาลปกครอง เป็นการยื่นให้ตรวจสอบหลัง ใครไปปฏิบัติก็จะโดน เพราะฉะนั้นตั้งแต่เจ้าหน้าที่ประจำ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ หน่วยงานทางปกครอง 

“ไม่เกี่ยวกับตัวกฎหมาย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 67 รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 67 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท สำหรับเงินดิจิทัลวอเล็ต เพราะเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติ แต่เกี่ยวกับผู้ปฏิบัติหรือหน่วยงานที่ปฏิบัติ”

เมื่อถามว่า เมื่อร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเงินดิจิทัลวอลเล็ตผ่านสภา ผู้ปฏิบัติเข้าข่ายที่จะโดนฟ้องร้องใช่หรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า ใช่ ไม่เกี่ยวกับกฎหมายพ.ร.บ. เพราะไม่ใช่หน้าที่ของศาลปกครอง แต่เป็นผู้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า กรณีของการใช้เงินจากธ.ก.ส.มาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ผู้ปฏิบัติอาจจะเข้าข่ายที่จะโดนฟ้องศาลปกครองหรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า ผู้ที่เข้าข่ายโดนฟ้อง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเป็นประธานบอร์ดธ.ก.ส.เพราะเป็นผู้อนุมัติทำโครงการ รวมถึงคณะรัฐมนตรี หรือ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้รับผิดชอบในเงินที่เสียไป

เมื่อถามว่า ผลทางกฎหมายจะมีความผิดอย่างไร นายชำนาญกล่าวว่า เป็นความผิดตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยผู้รับผิดชอบมีโทษปรับทางปกครองจากเงินที่เสียไป เพราะนำเงินงบประมาณไปใช้ผิดประเภท ไม่ถูกต้อง สมมุติว่า ศาลปกครองตัดสินว่า เกิดความเสียหาย 1,000 ล้านบาท ก็ต้องใช้คืน  

เมื่อถามว่า ใครจะมีสิทธิไปยื่นฟ้องศาลปกครอง นายชำนาญกล่าวว่า ใครเป็นผู้เสียหายสามารถไปยื่นศาลปกครองได้ทั้งนั้น ซึ่งมีสองช่องทาง ช่องทางแรก กรณีเป็นผู้เสียหายโดยตรงสามารถยื่นตรงต่อศาลปกครอง และช่องทางที่สอง ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนส่งต่อศาลปกครองสูงสุด จะไปช่องทางแรกก่อนค่อยไปช่องทางที่สอง หรือคู่ขนานทั้งสองช่องทางก็ได้

“ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการยื่นฟ้องศาลปกครอง เพราะตัวนโยบายฟ้องไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นนโยบายรัฐบาล ไม่ใช่การกระทำทางปกครอง แต่เรื่องของการใช้จ่ายเงิน การปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบวินัยการเงินการคลัง ฟ้องได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ฟ้องผู้ปฏิบัติ”นายชำนาญกล่าว

เมื่อถามว่า ใครจะตกเป็นจำเลยโดนฟ้องศาลปกครองคนแรก นายชำนาญกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณ แต่จริง  ๆ ก็คือนายกรัฐมนตรี หรือ ฟ้องหลายคนก็ได้ นายกรัฐมนตรี ที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่2

เมื่อถามว่า ครม.มีสิทธิโดนฟ้องทั้งคณะหรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า ครม.ทั้งคณะอาจจะไม่ถึง เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย เน้นไปที่ผู้ปฏิบัติ ถ้าเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ต้องไม่ทำ และต้องทำความเห็นแย้ง บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไม่เห็นด้วย คัดค้านแล้ว ถึงจะพ้นผิด