
เปิด 3 ปัจจัย สหกรณ์ลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 4.75% ไม่ได้
เปิด 3 ปัจจัย สหกรณ์ลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 4.75% ตามนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ "ปธ.สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย" ระบุ ต้นทุนทางการเงินสูง ติดล็อกกฎกระทรวงเรื่องการทำธุรกิจ หารายได้ทางอื่นยาก เสนอรัฐ ลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ ก็ต้องออกมาตรการทางการคลัง
KEY
POINTS
- ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งหมดที่ยังดำเนินการอยู่ราว 6,300 แห่ง มีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถลดดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกิน 4.75%
- เปิด 3 ปัจจัย สหกรณ์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ได้เพราะ ต้นทุนทางการเงินสูงจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ธนาคาร รวมถึงสหกรณ์ติดล็อกด้านกฎหมาย ทำธุรกิจหารายได้ไม่ได้
- การเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรจะเป็นผลดี เพราะสามารถประเมินความเสี่ยงผู้กู้ได้ แต่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
- ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วยสหกรณ์ได้ ลดต้นทุนได้แน่นอน
เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่ม “สหกรณ์ออมทรัพย์” ทั่วประเทศ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ได้ประกาศว่า รัฐบาลกำลังหาทางให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาเหลือ 4.75%
ต่อมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดแจ้งไปยังประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่ง ขอความร่วมมือปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาเหลือ 4.75% ตามนโยบายของรัฐบาล
โดยการประกาศกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริงเหมือนจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า สันนิบาตสหกรณ์พร้อมนับสนุนนโยบายภาครัฐ ยินดีช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาหนี้ ลดดอกเบี้ย กำหนดอัตราเงินปันผลในเพดานที่เหมาะสม แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
มีสหกรณ์เพียง 10% สามารถทำได้
ปัจจุบันระบบสหกรณ์เกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะมีสมาชิกทั่วประเทศมากกว่า 11.2 ล้านครัวเรือน หากนับเป็นรายหัวน่าจะมากกว่า 20 ล้านคน โดยมีหนี้ในระบบสหกรณ์มากกว่า 3 ล้านล้านบาท (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 1.4 ล้านล้านบาท)
จำนวนสหกรณ์ในไทย
- ปี 62 มีจำนวน 8,400 แห่ง
- ปี 66 มีจำนวน 7,200 แห่ง
- ยังเปิดดำเนินการอยู่จริง 6,300 แห่ง
- มีกว่า 1,000 แห่ง อยู่ระหว่างปรับปรุงบัญชี (ใกล้ล้ม)
“ถ้านับจากปี 62 สหกรณ์หายไปเกือบครึ่ง เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงินหมุนเวียน และการจัดทำบัญชี บางแห่งมีสมาชิกเป็นหนี้กว่า 200 ล้านบาท ดังนั้นการลดดอกเบี้ยลงเงินกู้ลง บางแห่งจึงไม่สามารถทำได้ในทันที เพราะเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ”
ทั้งนี้ หากดูจากสหกรณ์ทั้งหมดทั่วประเทศ คาดการณ์ว่า น่าจะมีสหกรณ์ที่มีความพร้อมสามารถลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำกว่า 4.75% ได้ และเริ่มดำเนินการแล้วเพียง 10% ของทั้งหมด เช่น สหกรณ์ตำรวจ มีคำสั่งการออกมาแล้วเริ่มดำเนินการทันทีทั้ง 130 แห่งทั่วประเทศ ส่วนสหกรณ์ครูสามารถทำได้เพียง 10% จากทั้งหมด ขณะที่สหกรณ์อื่น ๆ ก็จะอยู่ที่ในระดับใกล้เคียงกัน
เปิด 3 ปัจจัย ลดดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ไม่ได้
1.ต้นทุนจากดอกเบี้ยเงินฝากสูง
- สหกรณ์หลายแห่ง ต้องการมีเงินทุนหมุนเวียน บางแห่งจึงเสนอดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกนำเงินมาฝาก เป็นการระดมเงินฝาก แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนทางการเงินที่สูงตามไปด้วย
- ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ กำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ไว้ที่ 3.75% ต่อปี หากสหกรณ์ใดให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุดตามนี้ การที่จะนำมาปล่อยกู้ต่อในอัตรา 4.75% ต่อปี ก็อาจจะส่งผลต่อรายได้หมุนเวียนในสหกรณ์ เพราะมีส่วนต่างเพียง 1% เท่านั้น
- รายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยต่ำ แต่สมาชิกสหกรณ์มีสวัสดิการที่ต้องจ่าย ค่าดำเนินการต่าง ๆ ไปจนถึงค่าจ้างบุคลากร ทำให้สหกรณ์หลายแห่งถึงกับล้ม เพราะไม่สามารถหารายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย
“หลักการของสหกรณ์คือ เพื่อนช่วยเพื่อน พี่น้องช่วยกัน ใครมีเงินนำมาปล่อยกู้ เพื่อแลกรับผลตอบแทนเล็กน้อย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น สมาชิกสหกรณ์บางคน มีหุ้นเป็นร้อยล้านก็นำเงินมาฝากกินดอกเบี้ย เช่น ข้าราชการบางคน ฝากเงินหวังเพียงปันผลก็เหมือนพี่กินเงินน้อง ผมยอมรับบางทีคนในสหกรณ์ก็หลงทาง”
2.ดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร
- ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยระบุว่า ต้นทุนเท่าไหร่บวกได้ไม่เกิน 3% ต่อปี เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ของสมาชิก
- ปัจจุบันมีสหกรณ์มีเงินทุนหลายแหล่ง นอกจากเงินฝากของสมาชิกยังมีการกู้ยืมจากสหกรณ์อื่น ๆ ด้วยกันเอง ไปจนถึงกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ
- การที่ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนทางการเงินของสหกรณ์สูงตาม เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร 5-7% ต่อปีสหกรณ์ก็ต้องบวกต้นทุนเพิ่ม 2-3% ต่อปี แล้วนำไปปล่อยกู้ต่อ
- ทั้งนี้ การที่สหกรณ์ต้องกู้สถาบันการเงิน ก็เพื่อให้มีสภาพคล่องหมุนเวียน และสหกรณ์ไม่ล้ม
“ปัจจุบันมีสถาบันการเงินเพียงไม่กี่รายที่ช่วยเหลือสหกรณ์ อย่างเช่น ธนาคารออมสินที่มีสินเชื่อเพื่อสหกรณ์โดยเฉพาะดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.99% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้น 3 ปี แต่ก็เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น”
3.การทำธุรกิจของสหกรณ์
ปัจจุบันการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสหกรณ์นั้น อยู่ภายใต้ กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของสหกรณ์ที่จะรับจดทะเบียน วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภท ต้องเป็นไปตามมาตรา 33/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 มีใจความว่า
กำหนดลักษณะของสหกรณ์ที่จะรับจดทะเบียน วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์แต่ละประเภท ให้ถือปฏิบัติในการรับจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์และการรับจดทะเบียนข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
โดยประกาศดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์แต่ละประเภทมีความชัดเจน ให้สหกรณ์เป็นองค์กรหลักในการช่วยเหลือสมาชิกตามวิธีการ อุดมการณ์ และหลักการสหกรณ์ โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน และเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีสหกรณ์หลายแห่งที่มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครอง แต่ไม่สามารถลงทุนลงทุนทำธุรกิจที่ทำกำไรสูงได้ เพราะติดล็อกว่าต้องดำเนินกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสหกรณ์เท่านั้น
“ถ้าสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องกินแค่ส่วนต่างดอกเบี้ย จะสามารถช่วยให้สถานการณ์ของดีขึ้น สหกรณ์บางแห่งมีทรัพย์สิน แต่แปลงเป็นรายได้ไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว สหกรณ์ควรทำธุรกิจได้เหมือนกิจการห้างร้าน เพียงแต่ต้องไม่เสี่ยง โดยสหกรณ์บางแห่งได้ลองทำแล้ว แต่ก็ถูกสั่งให้เลิกทำกิจการไป ถ้าลองเทียบกับกองทัพ ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อหารายได้ แต่ยังสามารถดำเนินกิจการได้ สหกรณ์ก็ควรทำได้เช่นกัน”
เข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ไม่ใช่คำตอบ
แม้ปัจจุบันจะไม่มีการบังคับสหกรณ์ที่มีธุรกรรมสินเชื่อต้องเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร แต่แน่นอนว่า สหกรณ์หลายแห่งก็มีความประสงค์ต้องการจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะต้องการเห็นข้อมูลการเงินของผู้กู้ ว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่
แต่ปัญหาของการเป็นสมาชิกเครดิตบูโรคือต้องรายงานงบการเงินและภาวะการปล่อยกู้ในทุกเดือน ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งมีเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ และขาดความเข้าใจในเรื่องของระบบ นอกจากนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เหมือนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะท้ายที่สุด ปัญหาคือต้นทุนแหล่งเงิน
“ปัจจุบันมีเพียงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่กำหนดให้สหกรณ์ส่งข้อมูลผู้กู้ให้กับธนาคาร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งไม่ได้เป็นการบังคับ”
ลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยได้
สำหรับกรณีที่ หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น มั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้ปัญหาของสหกรณ์หลายแห่งคลี่คลายลงได้ เพราะต้นทุนทางการเงินจะถูกลง
ทั้งนี้ ส่วนตัวมีความเข้าใจใจดีว่า ธปท. ยังไม่สามารถดำเนินการลดดอกเบี้ยได้ เพราะสภาวะเศรษฐกิจโลก และอัตราดอกเบี้ยในระดับโลกยังไม่อยู่ในช่วงขาลง หากลดดอกเบี้ยก่อนหลายประเทศ เสี่ยงเงินทุนไหลออก และเงินบาทก็จะอ่อนค่า แต่ก็มองว่าหากมีมาตรการคุมเข้มค่าเงินบาทออกมาได้ ควรเร่งลดดอกเบี้ยโดยเร็ว เพราะขณะนี้หลายฝ่ายประสบปัญหาต้นทุนทางการเงินกันมาก
“ภาครัฐควรมีมาตรการทางการคลังออกมาสนับสนุนสหกรณ์ ในรูปแบบพักชำระดอกเบี้ย แต่ให้ชำระเงินต้นต่อไปให้ลดลง ไปจนถึงสินเชื่อ หรือเงินสนับสนุนในส่วนต่าง ๆ ส่วนเรื่องของแบงก์ชาติ ก็อยากให้ลองลงมาดูสภาพเศรษฐกิจฐานรากบ้าง ไม่ใช่นั่งดูเฉพาะตัวเลยอย่างเดียว”
ข้อเสนอแนะ
- เสนอรัฐบาลออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินของรัฐเพื่อสหกรณ์โดยเฉพาะ
- ปลดล็อกกฎกระทรวงให้สหกรณ์ดำเนินกิจการได้เหมือนนิติบุคคล เพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้เพิ่ม
- พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย




