Solo Economy เศรษฐกิจรูปแบบใหม่รับ "สังคมคนโสด" กำลังเติบโต

30 พฤศจิกายน 2566

สศช. เปิดข้อมูล เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ Solo Economy กำลังขยายตัวทั่วโลก หลังครัวเรือนยุคใหม่สังคมคนโสด อยู่คนเดียวมากขึ้น เช็คข้อมูล ทิศทาง และโอกาสต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยบทความพิเศษเรื่อง Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว (single person household) เป็นเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งที่กำลังขยายตัวอย่างมากทั่วโลก จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่มีคนอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น 

โดย Euromonitor ระบุว่า ในปี 2564 ครัวเรือนคนเดียวมีมากถึง 414 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ภายในปี 2573 ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อคนกลุ่มนี้มากขึ้น โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่คิดเป็นมูลค่าสูงกว่าคนกลุ่มอื่นในบางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี ครัวเรือนคนเดียวถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

จากข้อมูลสถาบันเศรษฐกิจและการค้าของเกาหลี (KIET) คาดว่าครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวจะมีการใช้จ่ายสูงถึง 194 ล้านล้านวอน ในปี 2573 โดยภาคธุรกิจของเกาหลีมีการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของครัวเรือนคนเดียว เช่น การพัฒนาชุดปรุงอาหารที่มีวัตถุดิบ เครื่องปรุงและวิธีการปรุงอาหารสำหรับปรุงและทานเพียงคนเดียว ซึ่งตอบโจทย์ครัวเรือนคนเดียวในการไม่ต้องทำอาหารเป็นจำนวนมาก และลดความจำเจของอาหาร รวมทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ขนาดเล็ก เป็นต้น

 

ภาพประกอบ Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว

สำหรับประเทศไทย ครัวเรือนคนเดียวมีสัดส่วนมากขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2565 มีครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 26.1% ของครัวเรือนทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 16.4% ในปี 2555 ซึ่งครัวเรือนคนเดียวส่วนใหญ่เป็นคนโสด 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ครัวเรือนคนเดียวจะมีการใช้จ่ายกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลของ Euromonitor ที่ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนคนเดียวสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการปรับตัวของธุรกิจไทยพบว่า ยังมีไม่มากนัก เช่น การท่องเที่ยว (Solo Traveler) มีเพียงโครงการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับแอปพลิเคชัน Tinder และบริษัท ไดรฟ์ดิจิทัล จำกัด จัดทำโครงการ “เส้นทางคนโสด Single Journey” ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นให้ครัวเรือนคนเดียวเดินทางท่องเที่ยวมากกว่า 70 ล้านครั้งและคาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท 

ขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับตัวที่ชัดเจนในธุรกิจอาหารที่รองรับลูกค้าที่มาคนเดียว (Solo Diner) และธุรกิจบริการอาหารเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยมสำหรับลูกค้าที่อยู่คนเดียวและไม่ค่อยมีเวลา ซึ่งรูปแบบดังกล่าวอำนวยความสะดวกให้สามารถสั่งสินค้าทีเดียวได้หลายร้าน

 

ภาพประกอบ Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว

 

ขณะที่เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของครัวเรือนคนเดียว จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างปี 2561 – 2565 พบว่า ครัวเรือนคนเดียวเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อีกหลายด้าน ดังนี้

1. ที่อยู่อาศัยแนวดิ่ง ตอบโจทย์ความต้องการของครัวเรือนคนเดียวมากขึ้น โดยครัวเรือนคนเดียวมีแนวโน้มอยู่ห้องชุด (อะพาร์ตเมนต์ แฟลต หรือคอนโดมิเนียม) มากขึ้น โดยในปี 2565 ครัวเรือนคนเดียวอาศัยอยู่ในห้องชุดฯ คิดเป็นสัดส่วน 24% และมีจำนวนผู้อาศัยในห้องชุดฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 92.9% โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีที่มีสัดส่วนการอาศัยในห้องชุดฯ ที่ 61.8%

2. เมื่อต้องอยู่คนเดียว การคลายเหงาจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม พบว่า ครัวเรือนคนเดียวมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการสื่อสารคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 27.6% ในปี2565 สูงกว่าค่าใช้จ่ายประเภทอื่น นอกจากนี้ ครัวเรือนคนเดียวยังมีแนวโน้มเลี้ยงสัตว์และปลูกต้นไม้มากขึ้น โดยมีครัวเรือนคนเดียวกว่า 2.7 แสนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 32.9% จากปี 2562 

ทั้งนี้ จากรายงาน Petsumer Marketing ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2566 ยังพบอีกว่า คนโสด 80.7% นิยมเลี้ยงสัตว์เปรียบเสมือนลูก โดยในจำนวนนี้ 49% ระบุเหตุผลว่า เลี้ยงเพื่อคลายความเหงา เช่นเดียวกันกับครัวเรือนคนเดียวอีกกว่า 2.3 แสนคน ที่นิยมปลูกต้นไม้/ไม้ดอก/ไม้ประดับ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าตัวจากปี 2562

3. ครัวเรือนคนเดียวชอบท่องเที่ยวมากขึ้น โดยครัวเรือนคนเดียวมีแนวโน้มท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นกว่าครัวเรือนขนาดอื่น โดยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีครัวเรือนคนเดียวที่เดินทางท่องเที่ยวกว่า 4 แสนครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 58% 

อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ในปี 2565 มีครัวเรือนคนเดียวที่ออกเดินทางท่องเที่ยวลดลงอยู่ที่ 2.1 แสนคน แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 18.4% สอดคล้องกับรายงาน SCB EIC Consumer Survey 2022 ที่พบว่า มากกว่า 20% ของคนโสดจะท่องเที่ยวมากกว่า 5 ครั้ง/ปี 

ทั้งนี้ นอกจากการท่องเที่ยวครัวเรือนคนเดียวยังมีแนวโน้มชอบทำกิจกรรมทางด้านศาสนา โดยเกือบ 1 ใน 3 ของครัวเรือนคนเดียวมีการเดินทางไปทำบุญ และอีกกว่า 45.4% มีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น การไหว้เจ้า ถวายของพระและเช่าพระ เป็นต้น

 

ภาพประกอบ Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว

 

4. ครัวเรือนคนเดียวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันในชีวิตด้วยการทำประกันมากขึ้น โดยในปี 2565 ครัวเรือนคนเดียวกว่า 4.9 ล้านคน มีการทำประกันชีวิตหรือประกันภัย หรือคิดเป็นสัดส่วน 68.8% ของครัวเรือนคนเดียวทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 15.3% ซึ่งในจำนวนนี้ยังมีครัวเรือนอีกกว่า 3.4% ที่ทำประกันสุขภาพ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 24.8% 

การทำประกันที่มีสัดส่วนสูงชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนคนเดียวเล็งเห็นถึงความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยง และมีทักษะและความรู้ด้านการเงินพอสมควร เนื่องจากการทำประกันเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยสร้างวินัยทางการออม ขณะเดียวกันการทำประกัน ยังถือเป็นการลงทุนระยะยาวรูปแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย

สำหรับพฤติกรรมข้างต้นถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า หากภาคธุรกิจมีการปรับตัวเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อคนกลุ่มดังกล่าวนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจได้เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตามการมีครัวเรือนคนเดียวเป็นจไนวนมากไม่เพียงส่งผลดีและเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจสร้างปัญหาอื่นให้กับสังคมได้มากขึ้นเช่นกัน เนื่องจาก 1 ใน 3 ของครัวเรือนคนเดียวเป็นผู้สูงอายุ โดยครัวเรือนคนเดียวที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากถึง 28.1% ซึ่งการอยู่คนเดียวของผู้สูงอายุอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิตจากการที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมทั้งขาดผู้ดูแล และอาจนำไปสู่ปัญหาโรคซึมเศร้าได้ 

ขณะเดียวกันยังมีครัวเรือนคนเดียวจำนวนมากที่มีรายได้ไม่เพียงพอ โดยปี 2564 ครัวเรือนคนเดียวที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายคิดเป็นสัดส่วนถึง 16.6% เพิ่มขึ้นจาก 15.9% ในปี 2562 โดยเฉพาะครัวเรือนคนเดียวที่เป็นผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากถึง 39.8% ซึ่งเกิดจากการขาดหลักประกันด้านรายได้ตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ รวมทั้งสภาพแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตคนเดียวมากนัก 

ทั้งนี้ในด้านการท่องเที่ยว จากผลสำรวจของ The Swiftest ในปี 2565 พบว่า ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 12 จากทั้งหมด 50 ประเทศทั่วโลก ที่ไม่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว โดยได้คะแนนความปลอดภัยอยู่ที่ –209.24 หรืออยู่ในระดับ D-

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครัวเรือนเป็นครัวเรือนคนเดียว และพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนดังกล่าวถือเป็นโอกาสของธุรกิจในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อมาตอบสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้ 

อย่างไรก็ตาม หากไทยจะยกระดับ Solo Economy ให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องคำนึงถึงปัญหาและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเป็นครัวเรือนคนเดียวควบคู่ไปด้วย อาทิ โรคซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการแยกตัวทางสังคม (Social Isolation) ของครัวเรือนคนเดียว ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย การขาดหลักประกันทางด้านรายได้ 

 

ภาพประกอบ Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว

 

สศช. มีข้อเสนอถึงประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญของ Solo Economy คือ

  1. การเสริมสร้างทักษะทางการเงิน (Financial literacy) และการเข้าถึงหลักประกันรายได้หลังเกษียณตั้งแต่ในวัยแรงงาน เพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ถูกต้องให้แก่ครัวเรือนคนเดียว รวมทั้งความมั่นคงทางเงินในอนาคตของครัวเรือน 
  2. การช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยภาครัฐอาจร่วมกับวิสาหกิจเพื่อสังคมต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้เกิดระบบการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ทางสังคม ควบคู่กับการปรับภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สาธารณะประโยชน์ เพื่อการลดช่องว่างพฤติกรรมการแยกตัวทางสังคม (Social Isolation) 
  3. การยกระดับด้านความปลอดภัยทางสังคมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตคนเดียว เช่น มาตรการรองรับการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย จะช่วยทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น 
  4. การส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับพฤติกรรมของครัวเรือนคนเดียว นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังทำให้ครัวเรือนกลุ่มนี้มีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น