
กบช. : กองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติหลักประกันรายได้คนวัยเกษียณ
รู้จัก "กบช." : กองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติ การออมภาคบังคับ หลักประกันรายได้ลูกจ้างวัยเกษียณ พร้อมเงื่อนไขการส่งเงินสะสม การรับเงินหลังอายุ 60 ปี
การจัดตั้ง "กองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติ" หรือ "กบช." กองทุนสํารองเลี้ยงชีพภาคบังคับสําหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่กระทรวงการคลังผลักดันออกมา โดยมีเป้าหมายให้แรงงานในระบบได้มีการออมเพื่อการเกษียณเพิ่มเติม เพื่อให้มีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ก่อนเกษียณ
ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติ พ.ศ..... (ร่าง พ.ร.บ. กบช.) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ตามขั้นตอนต่อไป
สาเหตุที่ต้องจัดตั้ง กบช.
กระทรวงการคลังมองว่าแรงงานในระบบส่วนใหญ่มีรายได้หลังเกษียณไม่เพียงพอในการดํารงชีวิต มีเพียงกลุ่มข้าราชการที่มีรายได้หลังเกษียณค่อนข้างเพียงพอที่อัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 70 ของรายได้ก่อนเกษียณ
ขณะที่แรงงานในระบบที่ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมเพียงช่องทางเดียว ได้แก่ ลูกจ้างภาคเอกชน ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ และพนักงานของรัฐ จะมีรายได้หลังเกษียณโดยเฉลี่ยร้อยละ 19 ของรายได้ก่อนเกษียณ ต่ำกว่าระดับรายได้หลังเกษียณที่เพียงพอที่อัตราร้อยละ 50-60 ของรายได้ก่อนเกษียณ ทําให้ประชาชน กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะตกสู่ภาวะยากจนในช่วงวัยชรา หากไม่มีการออมเพิ่มเติมในขณะที่อยู่ในวัยทํางาน
ขณะที่ระบบบําเหน็จบํานาญขั้นพื้นฐานของลูกจ้างในปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอต่อการดํารงชีพเมื่อพ้นวัยทํางาน ระบบการออมเพื่อการชราภาพภาคสมัครใจให้กับลูกจ้างเอกชนมีการจัดตั้งขึ้นเป็นจํานวนน้อยและไม่ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนทุกราย อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มอาชีพ แม้ว่าในปัจจุบันการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่เป็นกองทุนการออม แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงและเป็นหลักประกันรายได้เมื่อพ้นวัยทํางาน
กระทรวงการคลังจึงเห็นว่าควรจัดตั้งกองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นการออมภาคบังคับแก่ลูกจ้าง เพื่อให้มีระบบการออมเพื่อสร้างหลักประกันรายได้เมื่อพ้นวัย ทํางานอย่างเพียงพอและสร้างความมั่นคงในการดํารงชีพอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมลูกจ้างทั้งระบบ ตลอดจนเป็นการสร้างวินัยในการออมของประชาชนในวัยทํางาน
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับเงินออมในประเทศ เสริมสร้างศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว ส่งผลให้ตลาดทุนในภาพรวมมีความมั่นคง และมีเสถียรภาพมากขึ้นจากการนําเงินออมดังกล่าวมาลงทุนในตลาดทุน
สาระสําคัญของ กบช.
กบช. เป็นกองทุนสํารองเลี้ยงชีพภาคบังคับสําหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชน และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ และมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อให้แรงงานในระบบได้มีการออม เพื่อการเกษียณเพิ่มเติม
โดยมีเป้ามหมายเพื่อให้มีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ก่อนเกษียณ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ เพียงพอในการดํารงชีพ รวมทั้งทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับระบบบําเหน็จบํานาญ เพื่อให้มีระบบข้อมูลสําหรับใช้ประโยชน์ในการยกระดับการบริหารจัดการระบบการออมเพื่อการชราภาพทั้งระบบ
การดําเนินงานของ กบช.
การเข้าระบบ กบช. ให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีหรือตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา เป็นสมาชิกของ กบช. ดังนี้
กิจการขนาดใหญ่ (กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้รับ สัมปทานของรัฐ กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน พนักงานราชการหรือลูกจ้างชั่วคราวในหน่วยงานของรัฐ และ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา พนักงานราชการ หรือพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยของรัฐ กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วย กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ และกิจการที่ประสงค์เข้าเป็นสมาชิก กบช.) เข้าระบบเมื่อพ้น 365 วันนับแต่ วันที่กฎหมายใช้บังคับ
กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เข้าระบบเมื่อครบ 3 ปีนับแต่วันที่กฎหมาย ใช้บังคับ
กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปให้เข้าระบบภายใน 5 ปีนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ
กรณีนายจ้างมีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพและมีการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบรวมกันไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่ กบช. กําหนด โดยต้องกําหนดให้สมาชิกของกองทุนสํารองเลี้ยงชีพนําเงินออกได้ทั้งจํานวน เมื่อสิ้นสมาชิกภาพตามเงื่อนไข กําหนดให้นายจ้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายเดียวในกรณีที่ลูกจ้างมีเงินเดือน ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท เงื่อนไขอื่นตามที่ คบช. กําหนด จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นสมาชิกของ กบช. ไม่ว่าก่อนหรือหลังร่าง พ.ร.บ. กบช. มีผลบังคับใช้ จะไม่ส่งเงินเข้า กบช. ก็ได้
ในกรณีที่สมาชิก กบช. ย้ายไปเป็นสมาชิกกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กองทุน สงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่มีคุณสมบัติตามที่ กบช. กําหนด ให้ลูกจ้างรายดังกล่าวโอนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบทั้งจํานวนไปยังกองทุนดังกล่าว ได้ และให้สิ้นสมาชิกภาพ
การส่งเงินสะสมและเงินสมทบ กบช.
ลูกจ้างส่งเงินสะสมและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่ายในอัตรา ดังนี้
- ปีที่ 1-3 นับแต่วันที่กองทุนเปิดรับสมาชิก อัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้าง
- ปีที่ 4-6 นับแต่วันที่กองทุนเปิดรับสมาชิก อัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง
- ปีที่ 7-9 นับแต่วันที่กองทุนเปิดรับสมาชิก อัตราร้อยละ 7 ของค่าจ้าง
- ปีที่ 10 เป็นต้นไปนับแต่วันที่กองทุนเปิดรับสมาชิก อัตราร้อยละ 10 ของค่าจ้าง
ทั้งนี้ กําหนดเพดานค่าจ้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือนหรือตามจํานวนที่กําหนด ในพระราชกฤษฎีกา และในกรณีที่มีความจําเป็นต้องกําหนดอัตราเงินสะสมหรือเงินสมทบน้อยกว่าอัตราดังกล่าวให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคําแนะนําของคณะกรรมการกองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติออกกฎกระทรวงเพื่อกําหนดอัตราที่สมาชิกและนายจ้างต้องจ่ายในแต่ละปีได้
ให้ลูกจ้างและนายจ้างมีสิทธิส่งเงินเข้ากองทุนได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ตั้งแต่ ปีแรกที่เป็นสมาชิกของกองทุน
กรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือนหรือตามจํานวนที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน โดยให้นายจ้างส่งเงินในส่วนของนายจ้างฝ่ายเดียว
ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 อยู่แล้ว หากลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบต่ำกว่าเกณฑ์อัตราที่กฎหมายการจัดตั้ง กบช. กําหนด หรือไม่แก้ไขข้อบังคับ ลูกจ้างและนายจ้างนั้นจะต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช.
การรับเงินจาก กบช.
เมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปีหรือตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกาให้มีสิทธิเลือกรับบําเหน็จหรือบํานาญ รายเดือนเป็นระยะเวลา 20 ปี จาก กบช. อย่างไรก็ดี ในกรณีที่สมาชิกทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยก่อนอายุครบ 60 ปี ซึ่งแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมได้วินิจฉัยว่าทุพพลภาพหรือเจ็บป่วย จะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสะสมและของเงินสมทบบางส่วนหรือทั้งหมดจาก กบช. ก็ได้
การนําเงินของ กบช. ไปลงทุน
ให้ คณะกรรมการกองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติ (คบช.)พิจารณาคัดเลือกสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งมีคุณสมบัติ วิธีการบริหารการลงทุน ระยะเวลาการบริหารการลงทุน และค่าใช้จ่ายในการบริหาร การลงทุนของ กบช. ตามหลักเกณฑ์ที่ คบช. ประกาศกําหนดอย่างน้อย 3 ราย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้ง กบช.
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจระดับเงินออมในประเทศเพิ่มขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เนื่องจากเงินออมในกองทุนจะส่งผลให้ เงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนประเภทสถาบันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการลงทุนจากการซื้อขายตราสารหนี้ และตราสารทุน อันจะส่งผลให้ตลาดทุน ในภาพรวมมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งลดความผันผวน ของการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน
ผลกระทบด้านสังคม เป็นการช่วยเหลือแรงงานในระบบที่มีความเสี่ยงที่ตกสู่สภาวะยากจนในช่วงวัยชรา ให้มีการออมเพิ่มขึ้น ในขณะที่ยังอยู่ในวัยทํางาน เพื่อจะได้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดํารงชีพหลังเกษียณ
ผลกระทบด้านการคลัง ประชาชนที่เป็นแรงงานในระบบได้มีการออมเพื่อการเกษียณเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว





