thansettakij
thansettakij
เตือน นายจ้างขออนุญาตทำงานแทนต่างด้าวภายใน 15 ต.ค.นี้ 

เตือน นายจ้างขออนุญาตทำงานแทนต่างด้าวภายใน 15 ต.ค.นี้ 

14 ต.ค. 65 | 09:55 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 65 | 16:51 น.

รมว.แรงงาน ย้ำ นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ "กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม" ที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ยื่นบัญชีรายชื่อแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวภายใน 15 ต.ค.นี้

14 ตุลาคม 2565 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างที่ใช้แรงงาน 4 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ยังมีสถานะ "ไม่ถูกต้อง" แต่ประสงค์จะทำงานอย่างถูกต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ดังนี้

 

ช่วงที่ 1 วันที่ 1-15 สิงหาคม 2565 ยื่นบัญชีรายชื่อแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว (Name list) ต่อกรมการจัดหางาน

 

ช่วงที่ 2 วันที่ 16 สิงหาคม-15 ตุลาคม 2565 ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย และยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยนายทะเบียนจะออกใบรับคำขออนุญาตทำงาน เพื่อให้แรงงานข้ามชาติใช้ใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานคู่กัน แสดงว่าได้รับการผ่อนผันให้ทำงานได้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

 

ช่วงที่ 3 วันที่ 16 สิงหาคม 2565-13 กุมภาพันธ์ 2566 จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ตรวจสุขภาพ 6 โรค ยื่นเอกสาร/พิจารณาอนุมัติในระบบ จัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ

ทั้งนี้ ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการระยะที่ 2 แล้ว ดังนั้น เพื่อให้แรงงานข้ามชาติซึ่งอยู่ในความดูแลของนายจ้าง สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้โดยถูกกฎหมาย นายจ้าง/สถานประกอบการจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดให้แล้วเสร็จ เพื่อสามารถดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

 

การเปิดโอกาสให้แรงงาน 4 สัญชาติที่ยังมีสถานะ ไม่ถูกต้อง ที่ทำงานอยู่กับนายจ้างในประเทศไทย ก่อนมีมติ ครม.วันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานของนายจ้าง/สถานประกอบการ ผลักดันแรงงานต่างด้าวที่เคยอยู่ใต้ดินเข้าสู่ระบบ รัฐเกิดรายได้และสามารถบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญกับการใช้แรงงานถูกกฎหมาย

 

จึงขอกำชับนายจ้าง/สถานประกอบการ เร่งดำเนินการชำระเงิน และยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ให้แล้วเสร็จภายใน 15 ตุลาคมนี้ เพื่อสามารถดำเนินการในขั้นตอนถัดไประหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2565-13 กุมภาพันธ์ 2566 

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า หลังจากนายจ้าง/สถานประกอบการชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย โดยมีค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาทแล้วจะต้องยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ตามแบบ บต.50

 

พร้อมแนบเอกสารประกอบการยื่นคำขออนุญาตทำงานตามแบบ อ.4 โดยนายทะเบียนจะออกใบรับคำขออนุญาตทำงานเพื่อให้แรงงานข้ามชาติใช้ใบรับคำขออนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานคู่กัน แสดงว่าได้รับการผ่อนผันให้ทำงานได้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว หลังจากได้รับใบรับคำขออนุญาตทำงานฯและใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียม ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม โดยใช้หลักฐานดังกล่าวแสดงต่อเจ้าหน้าที่

 

กรณีทำงานกับนายจ้างในกิจการที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ในระหว่างที่ยังไม่เกิดสิทธิประกันสังคมต้องซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข หรือซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัยเอกชน ซึ่งต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ได้รับจากการทำประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข

 

กรณีคนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างในกิจการซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม จะต้องซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข

 

จากนั้นนำหลักฐานการทำประกันสุขภาพของคนต่างด้าวมายื่นต่อนายทะเบียน เพื่อรับการพิจารณาอนุญาตให้ทำงาน นำคนต่างด้าวไปดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ตรวจสุขภาพ 6 โรค ยื่นเอกสาร/พิจารณาอนุมัติในระบบ จัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2565 - 13 กุมภาพันธ์ 2566

 

ทั้งนี้ มติ ครม. 5 กรกฎาคม 2565 เปิดโอกาสให้แรงงาน 4 สัญชาติ ที่มีสถานะไม่ถูกต้อง อยู่และทำงานได้ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยแรงงานข้ามชาติกลุ่มดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ก่อนและหากประสงค์ทำงานต่อไป ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นอายุ และยื่นขอตรวจลงตรา VISA ภายใน 13 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อนายทะเบียนจะอนุญาตให้ทำงานคราวละ 1 ปี รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่เกิน 13 กุมภาพันธ์ 2567 ครั้งที่ 2 ไม่เกิน 13 กุมภาพันธ์ 2568