
'หลักชัยเมืองยาง' พลิกสวนยาง สู่นิคมฯ 1.3 แสนล้าน ลุยเฟส 3 ปักหมุดรับซัพพลายเชนโลก
“หลักชัยเมืองยาง” จากธุรกิจยางพาราสู่การสร้างฐานการผลิตที่ดึงบริษัทต่างชาติ 19 แห่ห่ง ทั้งผู้ผลิตยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนยานยนต์ เดินหน้าแผนขยายเฟส 3 รองรับอุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชนระดับโลก
KEY
POINTS
- 'หลักชัยเมืองยาง' พลิกโฉมจากธุรกิจสวนยางพาราสู่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท
- เตรียมขยายพื้นที่เฟส 3 เพิ่มเติมประมาณ 1,700 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI และดาต้าเซ็นเตอร์
- การขยายเฟส 3 มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดกลุ่มซัพพลายเชนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ลงทุนอยู่แล้ว เพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
จากธุรกิจสวนยางพาราของครอบครัวที่เริ่มต้นมานานกว่าศตวรรษ สู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่รวบรวมผู้ผลิตยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากต่างประเทศ “หลักชัยเมืองยาง” ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ก่อนมาถึงวันที่มีโรงงาน 19 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท และเตรียมขยายพื้นที่เฟส 3 เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ ทั้ง AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชนของผู้ผลิตระดับโลก
เบื้องหลังการเติบโตนี้ ดร.หลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง (LK-RICH) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ซึ่งไม่ได้เริ่มจากนิคมอุตสาหกรรม แต่มีรากฐานมาจากสวนยางพาราของตระกูลในภาคใต้ ก่อนขยายมายังจังหวัดระยอง และต่อยอดสู่การสร้างฐานอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราในเวลาต่อมาหลักชัยเมืองยาง จากมรดกสวนยางปี 2468 สู่ฐานอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราที่รวบรวมผู้ผลิตจากหลายประเทศ และช่วยเพิ่มการบริโภคยางธรรมชาติภายในประเทศไทย
จุดเริ่มต้นจากสวนยางพารา สู่การขยายพื้นที่ในจังหวัดระยอง
เส้นทางธุรกิจของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางมีรากฐานยาวนานกว่าศตวรรษ เริ่มต้นจากมรดกสวนยางพาราของตระกูลในปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468) ในพื้นที่ภาคใต้ ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) โดยได้รับการชักชวนจากผู้ว่าราชการจังหวัดระยองในขณะนั้น ให้ขยายการปลูกยางพารามายังจังหวัดระยอง
ยุคนั้นถนนสุขุมวิทยังเป็นเพียงถนนลูกรัง ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่รกร้าง ต่อมาธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายหลังการจัดสรรที่ดินในยุคปฏิวัติของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยสามารถขยายพื้นที่ถือครองจาก 10,000 ไร่ เป็น 20,000 ไร่ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี
เปลี่ยนจากส่งออกยางดิบ สู่การสร้างฐานอุตสาหกรรมแปรรูป
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อดร.หลักชัย ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมยางพาราไทยถึง 3-4 สมัย ทำให้ได้รับการเรียกร้องและผลักดันจากภาครัฐ รวมถึงลูกค้ายางดิบในต่างประเทศ ให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบยางดิบ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราภายในประเทศ
บริษัทจึงนำที่ดินสะสมแปลงใหญ่มาขออนุมัติจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในช่วงปลายปี ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) ก่อนเริ่มพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) หลังผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ดันบริโภคยางธรรมชาติในประเทศเพิ่มจาก 4 แสนตัน เป็น 1.2 ล้านตันต่อปี
การเปลี่ยนผ่านจากมรดกสวนยางพาราสู่นิคมอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับอุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยสามารถผลักดันปริมาณการบริโภคยางธรรมชาติภายในประเทศ จากเดิมประมาณ 400,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,200,000 ตันต่อปีในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรภายในประเทศ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางดิบในตลาดโลก
รวมโรงงาน 4 สัญชาติ จีนครองสัดส่วน 74%
ดร.หลักชัยกล่าวว่า จุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางคือการมีผู้ประกอบการจากหลายประเทศ มีโรงงานทั้งสิ้น 19 แห่ง แบ่งเป็นจีน 74 % ไทย 15% ญี่ปุ่น 5% อินเดีย 5%
นิคมฯเรามีจุดเด่นคือ ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนยังเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือจีน
สำหรับประเภทอุตสาหกรรมภายในนิคม โรงงานจากอินเดียผลิตคาร์บอนแบล็ค ขณะที่โรงงานจากญี่ปุ่นผลิตคาร์บอนที่ใช้ในการผลิตยางรถยนต์ ส่วนโรงงานจากสหรัฐอเมริกาผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น แชสซี เพื่อส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ประกอบการจากจีนมีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ได้แก่ แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ หมอนและที่นอน เคมีภัณฑ์สำหรับผ้ายาง และบรรจุภัณฑ์
หลังจากโรงงาน Sentury เข้ามาเป็นรายแรก บริษัทลำดับถัดมาเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ เนื่องจากในช่วงแรกนิคมยังไม่มีผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ ก่อนจะมีผู้ประกอบการผลิตหมอนและที่นอนเข้ามาเพิ่มเติม
ต่อมาเริ่มมีโรงงานผลิตสายพานลำเลียงขนาดใหญ่ รวมถึงสายพานสำหรับท่าเรือ และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางประเภทอื่น ๆ ตลอดจนท่อยางสำหรับรถแบคโฮ Komatsu และเครื่องจักรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตไนลอนที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยางรถยนต์
ยางรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาในนิคม โดยมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้ามาเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ ยางรถยนต์ยังเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของผลิตภัณฑ์ยางพารา
เดินหน้าเฟส 3 ปักหมุด AI-Data Center รับซัพพลายเชนลงทุนเพิ่ม
ดร.หลักชัย กล่าวว่า บริษัทมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ควบคู่กับการดึงดูดซัพพลายเชนของผู้ประกอบการที่ลงทุนอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในระยะต่อไป
ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางมีโรงงาน 19 แห่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 130,000 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูง โดยแต่ละรายมีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท และมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาลงทุนไม่มากนัก
เราพยายามที่จะหาลูกค้าที่เกี่ยวกับ AI Data Center ที่กำลังวิ่งมาหาเราอยู่ปัจจุบันนี้มีแบตเตอรี่ มีโรงใหญ่ ลงทุน 1,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท) ที่ทำแบตเตอรี่ ส่งเป็นอันดับ 5 ของ Tesla อยู่ในนิคม เพราะที่นิคมส่วนใหญ่ก็ลงทุนไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน เราไม่มี SME
ใช้ฐานลูกค้าเดิมดึงซัพพลายเชนเข้าลงทุนเฟส 3
สำหรับกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้า บริษัทแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้าเดิม (Existing Customer) และลูกค้าใหม่ (New Customer) โดยลูกค้าเดิมส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายซัพพลายเชนของตนเอง ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเฟส 3
หนึ่งในกลุ่มที่มีโอกาสเข้ามาลงทุนคือซัพพลายเชนของ บริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและระบบ ซึ่งมีแผนรองรับโรงงานเพิ่มเติมอย่างน้อย 8 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตยางรถยนต์อีกหลายราย รวมถึงบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตรถบรรทุกหัวลากและรถบรรทุก 10 ล้อ ซึ่งสนใจเข้ามาลงทุนในนิคม เนื่องจากมีผู้ผลิตยางรถยนต์และแบตเตอรี่อยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) ที่เข้ามาสนับสนุนซัพพลายเชนของ Sumitomo รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัสดุที่เกี่ยวข้อง ส่วนกลุ่ม AI และ Data Center ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่บริษัทต้องการขยายเพิ่มเติม
เฟส 3 พื้นที่ 1,700 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่ได้มาแล้ว
ดร.หลักชัยกล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่เฟส 1 และเฟส 2 ซึ่งมีโรงงานรวม 19 แห่ง เกือบเต็มแล้ว บริษัทจึงอยู่ระหว่างดำเนินการขยายพื้นที่เฟส 3 เพื่อรองรับผู้ประกอบการรายใหม่และซัพพลายเชนของโรงงานเดิม เฟส 3 มีพื้นที่เป้าหมายประมาณ 1,700 ไร่ โดยบริษัทสามารถรวบรวมที่ดินส่วนใหญ่แล้ว
พื้นที่เฟส 3 จะรองรับการลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center ตลอดจนซัพพลายเชนของผู้ประกอบการในเฟส 1 และเฟส 2 รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 กลุ่มของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องพิจารณาการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยเฉพาะการจัดพื้นที่ให้ซัพพลายเชนเข้ามาอยู่ใกล้กับลูกค้าหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและเชื่อมโยงการผลิต
ความต้องการลงทุนสูง เฟส 3 อาจไม่เพียงพอรองรับลูกค้า
ดร.หลักชัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เข้ามาศึกษาและแสดงความสนใจลงทุนในนิคมจำนวนมาก โดยหากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทั้งหมดตัดสินใจเข้ามาลงทุนพร้อมกัน พื้นที่เฟส 3 อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ
กระบวนการตัดสินใจลงทุนของโรงงานต้องใช้เวลา ผู้ประกอบการบางรายเข้ามาศึกษาพื้นที่ 3-4 ครั้ง ก่อนตัดสินใจลงทุน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1-1 ปีครึ่ง หลังจากนั้นยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-1 ปีครึ่งในการขออนุญาตต่าง ๆ ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มศึกษาจนถึงการมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอาจอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปี
การจัดสรรพื้นที่จึงต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ประกอบการและลำดับการเข้ามาลงทุน โดยผู้ที่มีความพร้อมและเข้ามาดำเนินการก่อนจะมีโอกาสได้รับการจัดสรรพื้นที่ก่อน
สำหรับแผนระยะต่อไป บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่เพิ่มเติม โดยดร.หลักชัยกล่าวว่า พื้นที่ของบริษัทในปัจจุบันยังมีโอกาสขยายได้อีกบางส่วน และอาจเพิ่มพื้นที่รวมได้ถึงประมาณ 8,000 ไร่
ในระยะนี้บริษัทยังต้องการเร่งดำเนินการขยายเฟส 3 ให้เรียบร้อยก่อน มองว่าการมุ่งพัฒนาพื้นที่และธุรกิจในทิศทางเดียวกันจะช่วยให้การดำเนินงานมีความมั่นคงมากกว่า
ชูจุดขายทำเลห่างชุมชน เดินหน้าพลังงานสะอาด ดึงดูดทุนต่างชาติ
ดร.หลักชัย กล่าวว่า จุดแข็งของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร มีพื้นที่ป่ายางพาราล้อมรอบหลายพันไร่ และอยู่ใกล้ทะเล เหมาะสำหรับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม
นักลงทุนที่เข้ามาพิจารณาพื้นที่ต่างเห็นว่าทำเลของนิคมมีความเหมาะสม ทั้งสภาพแวดล้อม อากาศ และที่ตั้ง โดยเฉพาะการอยู่ห่างจากชุมชนและมีพื้นที่ป่ายางพาราล้อมรอบ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น
ทั้งนักลงทุนจากประเทศตะวันตกและจีนต่างมองว่าทำเลดังกล่าวตอบโจทย์ความต้องการ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเข้าไปตั้งโรงงานในเขตเมืองที่มีความแออัด และอาจเกิดปัญหากับชุมชนโดยรอบได้
การดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมย่อมมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงได้ การเลือกทำเลที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนพิจารณาเลือกนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง
เดินหน้าพลังงานแสงอาทิตย์ หนุนเป้าหมายนิคมสีเขียว
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ดร.หลักชัยกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสีเขียว โดยจัดสรรพื้นที่สำหรับผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ มุ่งเป้าเกือบ 200 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ดำเนินการแล้ว 16 เมกะวัตต์ พร้อมแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อผลักดันนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางสู่การเป็นนิคมสีเขียว และรองรับความต้องการด้านพลังงานสะอาดของนักลงทุน
นิคมฯ วางแผนแยกงบลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่าประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท ออกเป็นอีกโปรเจกต์ต่างหาก โดยจะไม่ลงทุนล่วงหน้าทั้งหมด แต่จะรอให้โรงงานของลูกค้าย้ายเข้ามา ก่อสร้าง ติดตั้ง และทดสอบเครื่องจักรเสร็จเรียบร้อยก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้นิคมฯ ต้องแบกรับภาระต้นทุนล่วงหน้า
ด้านต้นทุนการลงทุน ดร.หลักชัยกล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนพลังงานสะอาดลดลงจากในอดีตอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้การลงทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถดำเนินการได้จริง
ลงทุนไม่เกิน 5 ปีก็คืนทุนหมดแล้ว ที่จะทำ แล้วก็จะกินยาวได้อีก 20 ปี เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ก็โอเค เป็นการลงทุนที่ดี
ดร.หลักชัยกล่าวว่า ในอดีตบริษัทไม่ได้ใช้ต้นทุนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนด้านพลังงานสะอาด เพราะมองว่าการมีส่วนช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งจำเป็น แม้การลงทุนจะมีต้นทุนสูงกว่า แต่บริษัทยังสามารถรองรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้และยินดีดำเนินการ เพราะมองว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญต่อความยั่งยืนในระยะยาว
การที่จีนสามารถผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ในราคาถูกลง ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดลงอย่างมาก
บริหารนิคมแบบครอบครัว สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ
นอกจากทำเลและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุน โดยใช้แนวทางบริหารนิคมในลักษณะครอบครัว เน้นความใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อผู้ประกอบการพบปัญหาหรือมีข้อขัดข้องในการดำเนินธุรกิจ
เราพยายามช่วยแก้ปัญหาในส่วนที่สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้สึกอบอุ่นและได้รับการดูแล ไม่รู้สึกว่าต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังเมื่อต้องเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ใหม่
สร้างความเข้าใจระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับชุมชน
ดร.หลักชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนจากต่างประเทศทำให้ผู้ประกอบการและคนในพื้นที่อาจมีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและวิธีคิด บริษัทจึงพยายามช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างนักลงทุน ชาวบ้าน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้
โดยมองว่ามิตรภาพและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ หากผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในนิคมแล้วมีความสุขและได้รับการดูแลที่ดี ก็มีโอกาสบอกต่อประสบการณ์ให้กับนักลงทุนรายอื่น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสในการดึงดูดผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
ไทยเป็น Safe Zone ดึงดูดนักลงทุนโลก หนุนรัฐเร่งพัฒนาทักษะแรงงานรับ AI
ดร.หลักชัยมองว่า ประเทศไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และความพยายามของรัฐบาลในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก เนื่องจากไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและวางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน หากมีโอกาสและเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็อาจต่อยอดไปสู่การขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้อีกมาก
ชูจุดแข็งไทยพร้อมสาธารณูปโภค มีฐานอุตสาหกรรมระยองยาวนาน
ดร.หลักชัยกล่าวว่า แต่ละประเทศมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและบุคลากรที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดระยองซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาแล้วประมาณ 40-50 ปี ความพร้อมดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ดร.หลักชัย มองว่า เวียดนามไม่ได้มีต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านความแออัดและความพร้อมบางประการ ขณะที่รัฐบาลไทยยังมีความตั้งใจส่งเสริมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
AI ช่วยลดข้อจำกัดแรงงานไทย แต่ต้องเร่งพัฒนาทักษะ
ดร.หลักชัยมองว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านแรงงานได้มากขึ้น แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงานจำเป็นต้องควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
ประเทศไทยมีโอกาสอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมของคนไทย ทั้งในด้านศักยภาพและทักษะแรงงาน เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสจากการลงทุนที่กำลังเข้ามาได้
นอกจากการสร้างโอกาสทางธุรกิจแล้ว การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมยังช่วยให้แรงงานในพื้นที่เข้าถึงงานใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พัก รวมถึงมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น การเตรียมความพร้อมของแรงงานไทยจึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยให้คนในประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุน และสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ลงทุนอุตสาหกรรมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
ดร.หลักชัย ทิ้งท้ายว่า จากประสบการณ์การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม พบว่าแรงงานบางส่วนที่เคยเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือชลบุรี สามารถกลับมาทำงานใกล้บ้านได้ ช่วยลดภาระค่าเช่าที่พักและทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นอยู่ของแรงงาน โดยบางส่วนที่เคยใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง ปัจจุบันสามารถซื้อรถยนต์หรือรถกระบะได้ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน
การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังช่วยให้คนในพื้นที่เข้าถึงงานและมีโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้มากขึ้น






