thansettakij
thansettakij
ประชุม IMF–World Bank 2026 โอกาสของไทย หรือเพียงพิธีกรรม

ประชุม IMF–World Bank 2026 โอกาสของไทย หรือเพียงพิธีกรรม

10 ต.ค. 69 | 03:42 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ต.ค. 69 | 03:51 น.

ประชุม IMF–World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ 12–18 ต.ค.นี้ ประเมินเงินสะพัดกว่า 1,050 ล้านบาท แต่โจทย์สำคัญคือการต่อยอดเวทีโลกสู่การลงทุนจริง สร้างงาน เพิ่มรายได้ เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอี

KEY

POINTS

  • การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการแสดงศักยภาพต่อผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน คาดว่าจะสร้างรายได้ระยะสั้นกว่า 1 พันล้านบาท และดึงดูดการลงทุนระยะยาว
  • การประชุมสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งปัญหาการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และผลิตภาพต่ำ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้เต็มที่
  • ความสำเร็จของการประชุมไม่ได้วัดแค่การจัดงาน แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถต่อยอดผลการหารือไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนและ SMEs ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์การประชุม IMF–World Bank 2026  โดยระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) มีจุดกำเนิดจากการประชุมเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods)  ในปี 1944 มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี โดยธนาคารโลกเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1946 ส่วน IMF เริ่มดำเนินงานทางการเงินเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1947

การประชุมประจำปีร่วมของทั้งสององค์กรจัดนอกสหรัฐฯ มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในปี1947 สำหรับประเทศอาเซียน มีประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ในปี 1976 ไทยในปี 1991 สิงคโปร์ในปี 2006 และอินโดนีเซียในปี 2018 การประชุมปี 2026 จึงทำให้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เป็นเจ้าภาพถึงสองครั้ง ห่างจากครั้งแรก 35 ปี

IMF มีบทบาทหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การติดตามและประเมินเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและเศรษฐกิจโลก การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ และการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการเงิน เช่น การบริหารการคลัง ระบบภาษี และการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนธนาคารโลกมุ่งสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การให้ความรู้และคำแนะนำเชิงนโยบาย และความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมายขจัดความยากจนขั้นรุนแรงและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนโลกที่น่าอยู่

ไทยเป็นเจ้าภาพเป็นโอกาสสำคัญ

การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงเป็นเวทีสำคัญในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก หารือความเสี่ยง และประสานแนวทางรับมือร่วมกัน ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และการลดความยากจน ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีนี้ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย วางนโยบายและเตรียมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางการพัฒนาประเทศต่อผู้เข้าร่วมที่คาดว่าจะมีมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศสมาชิก ครอบคลุมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ประเทศไทยควรใช้เวทีนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงความร่วมมือ และนำเสนอโอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม

จากเวทีโลกสู่ปากท้องประชาชน รัฐบาลไทยต้องทำให้เกิดผลจริง

ประชาชนไทยควรให้ความสนใจการประชุม IMF และธนาคารโลก เพราะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมาประเมินปัญหาและหารือแนวทางรับมือร่วมกัน ข้อมูลและข้อเสนอจากการประชุมสามารถนำมาประกอบการกำหนดนโยบายของไทย ทั้งการจ้างงาน รายได้ ค่าครองชีพ และโอกาสของผู้ประกอบการ

หากการประชุมชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลไทยควรเตรียมมาตรการรักษาการจ้างงานและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ควรเตรียมมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และหากตลาดการเงินผันผวน ควรดูแลเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมช่วยให้ประชาชนและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของการประชุมจึงต้องวัดจากการนำผลการหารือไปปฏิบัติว่า สามารถรักษางาน ดูแลรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด รัฐบาลควรกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์จากเวทีระดับโลกส่งถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุม 7 วัน : เงินสะพัดกว่า 1 พันล้านบาท

การประชุมมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศสมาชิก ครอบคลุมผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะสั้น เกิดรายได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ร้านค้า และบริการท่องเที่ยว ประเมินว่ามีเงินสะพัดกว่า 1,050 ล้านบาท ภายใต้ผู้เข้าร่วม 15,000 คน พำนักครบ 7 วัน และใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 10,000 บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจัดประชุมที่จ่ายแยกต่างหาก

ระยะกลาง เป็นโอกาสสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินของไทย

ระยะยาว คือการนำความรู้และความร่วมมือมาสนับสนุนการลงทุน ยกระดับธุรกิจ และพัฒนาเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความสนใจของต่างประเทศให้เป็นการลงทุนจริงในประเทศไทย ต้องอาศัยโครงการเศรษฐกิจที่พร้อม นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน กฎระเบียบโปร่งใส และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงควรใช้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สร้างงานและรายได้ให้คนไทยในระยะยาว

IMF มองเศรษฐกิจไทย เสถียรภาพยังแข็งแกร่ง แต่การเติบโตเผชิญแรงกดดัน

IMF ประเมินว่าไทยยังมีความเข้มแข็งด้านเสถียรภาพภายนอก โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศมาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว การเข้าถึงสินเชื่อยาก และความไม่แน่นอนด้านการค้า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.6% ขณะที่การประเมินของ IMF  ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9%

ความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวังแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ อุปสรรคทางการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งกระทบการส่งออก ต้นทุนการผลิต และการลงทุน ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่องของ SMEs การลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ และผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันยังไม่มาก

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวที่สิงคโปร์ก่อนการประชุมประจำปี โดยเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากพลังงานราคาแพง หนี้สาธารณะสูง และความเสี่ยงทางการเงินจากการลงทุนด้าน AI ที่กระจุกตัวและมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนสูง สำหรับไทย คำเตือนดังกล่าวควรนำมาประกอบการวางนโยบาย เพื่อรับมือความผันผวนและเสริมความสามารถในการเติบโตระยะยาว

ของแพงขึ้น รายได้เสี่ยง ปากท้องคนไทยรับแรงกดดัน

สงครามการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของค่าเงินเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่ประชาชนควรติดตาม เพราะส่งผลต่อทั้งรายได้ ต้นทุนการประกอบธุรกิจ และค่าครองชีพ โดยแบ่งผลกระทบได้เป็น 3 ด้านคือ

1. สงครามการค้ากระทบรายได้: หากสินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีหรือข้อจำกัดเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการแข่งขันได้ยากขึ้น คำสั่งซื้อและกำไรลดลง ส่งผลให้ลดกำลังการผลิต ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน กระทบรายได้ของแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต

2. พลังงานแพงเพิ่มภาระรายจ่าย: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มค่าเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิต ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต หากผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าและบริการตามต้นทุน ประชาชนจะมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้น

3. ค่าเงินผันผวนกระทบทั้งต้นทุนและรายได้: เงินบาทอ่อนทำให้สินค้านำเข้าและวัตถุดิบที่ซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนเงินบาทแข็ง แม้ว่าช่วยลดต้นทุนการนำเข้า แต่รายได้จากการส่งออกลดลง ส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้แรงงาน

เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน : ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ลงทุนเพิ่ม ยกระดับคน ลดต้นทุน

เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน IMF ระบุถึงการลงทุนต่ำ ผลิตภาพเติบโตช้า และสังคมสูงวัย ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่วนธนาคารโลกชี้ถึงความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันและการลงทุน ดังนั้น ไทยควรเร่งแก้ไข 4 เรื่องสำคัญ

1. เพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะแรงงาน: สนับสนุนให้แรงงานและผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่า และลดต้นทุนต่อหน่วย โดยให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือและการฝึกอบรมที่นำไปใช้ได้จริง

2. ส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทย: ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการในประเทศ เกิดการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนจาก SMEs ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนกระจายเป็นการสร้างงานและรายได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

3. แก้หนี้ครัวเรือน: เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระ เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้เหลือสำหรับการดำรงชีพ และผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลงทุนต่อได้

เชื่อมเวทีโลก เปิดตลาดใหม่ให้ SMEs ไทย

การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นโอกาสให้ไทยสร้างเครือข่ายกับผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจจากต่างประเทศ แต่การส่งต่อโอกาสเหล่านี้ถึง SMEs ต้องมีหน่วยงานช่วยเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูล เงินทุน และการเข้าถึงคู่ค้าต่างประเทศ ไทยจึงควรดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ

1. จับคู่ธุรกิจให้ตรงกับโอกาสทางตลาด: ใช้กิจกรรมคู่ขนานและเครือข่ายจากการประชุมเชื่อม SMEs ที่มีความพร้อมกับผู้ซื้อ คู่ค้า และนักลงทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามผลหลังการพบปะ เพื่อพัฒนาการหารือไปสู่คำสั่งซื้อและความร่วมมือจริง

2. ยกระดับมาตรฐานให้เข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้: สนับสนุนความรู้และลดภาระต้นทุนในการพัฒนามาตรฐาน เช่น ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสินค้าและตลาดเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสแข่งขันของ SMEs ไทย

3. เชื่อม SMEs เข้ากับการลงทุนใหม่: ส่งเสริมให้ผู้ลงทุนต่างประเทศใช้สินค้า ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทย พร้อมพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และเงินทุนหมุนเวียนของ SMEs เพื่อให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อและเป็นคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะ : เปลี่ยนผลการประชุมเป็นการสร้างงานและรายได้ของคนไทย

ความสำเร็จของการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถต่อยอดความรู้ ความเชื่อมั่น และเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด หากการดำเนินงานสิ้นสุดเพียงการจัดประชุมและประชาสัมพันธ์ประเทศ โอกาสในการสร้างผลประโยชน์ระยะยาวจะสูญเสียไป รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนผลการหารือให้เป็นการลงทุน การสร้างงาน และรายได้ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

รัฐบาลควรจัดทำแผนติดตามผลหลังการประชุม โดยระบุโครงการ ผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมดำเนินการตามข้อเสนอ 5 ประการ

1. ติดตามการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง: นำข้อหารือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินมาจัดทำแผนดำเนินงาน ติดตามตั้งแต่การตัดสินใจลงทุน การอนุญาต จนถึงการเปิดดำเนินกิจการ พร้อมแก้ไขอุปสรรค

2. เชื่อมการลงทุนกับคนและธุรกิจไทย: ส่งเสริมการจ้างแรงงานไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs

3. ยกระดับเกษตรและอาหารแปรรูป: ใช้ความร่วมมือด้านความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนมาพัฒนามาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูป พร้อมเชื่อมโยงตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรายได้ของเกษตรกรกับผู้ประกอบการไทย

4. แก้หนี้ครัวเรือนและลดต้นทุนอย่างตรงจุด: สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

5. รายงานผลให้ประชาชนตรวจสอบได้: เปิดเผยความคืบหน้าเป็นระยะว่าเกิดการลงทุนจริง การจ้างงาน คำสั่งซื้อ และรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร รวมถึงประโยชน์ที่กระจายถึงเกษตรกร แรงงาน และ SMEs เพื่อใช้ประเมินผลและปรับมาตรการให้ตรงเป้าหมาย

ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพต้องวัดว่า “คนไทยมีงานที่ดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น และ SMEs มีโอกาสเติบโตมากขึ้นเพียงใด”