thansettakij
thansettakij
ชงรัฐฉีดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้น Easy e-Receipt อุ้ม ‘ค้าปลีก’

ชงรัฐฉีดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้น Easy e-Receipt อุ้ม ‘ค้าปลีก’

02 ก.ย. 69 | 05:59 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 06:00 น.

ค้าปลีกไทยไตรมาส 4 เผชิญวิกฤตกำลังซื้อฐานรากหดตัวแรง เศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนสะสมสูง สมาคมค้าปลีกฯ คาดภาพรวมโอกาสเติบโตเกิน 3% ยาก ชง 3 มาตรการ ฟื้น Easy e-Receipt พร้อมขยายวงเงินเป็นแสนล้าน หวังกระตุ้นนักช้อป

KEY

POINTS

  • ภาคค้าปลีกไทยเผชิญวิกฤตกำลังซื้อที่อ่อนแรงอย่างหนัก จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน
  • เสนอให้รัฐบาลฟื้นมาตรการ “Easy e-Receipt” โดยขยายวงเงินลดหย่อนภาษีจากเดิมเป็น 100,000 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย
  • ยื่นข้อเสนออื่น ๆ เพิ่มเติมในระยะกลาง-ยาว เช่น ผลักดันไทยสู่การเป็น “Shopping Paradise” และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมกับผู้ค้าต่างชาติ

ไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายมักสร้างความหวังให้แก่ภาคธุรกิจทว่าสำหรับค้าปลีกไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กลับเต็มไปด้วยความท้าทายจากกำลังซื้อที่แท้จริงหดตัวรุนแรงอันเนื่องมาจากหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพสะสมส่งผลผู้บริโภคจำกัดงบประมาณอย่างเข้มงวดท่ามกลางมรสุมลบรอบตัวที่มีโอกาสเติบโตจำกัด

สัญญาณเตือนภัยของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนผ่านตัวชี้วัดสำคัญอย่างดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 0.5 จุด มาอยู่ที่ระดับ 55.3 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นที่กำลังชะลอตัวต่อเนื่อง

สัญญาณชะลอตัวรอบนี้ลึกซึ้งเนื่องจากดัชนียอดขายสาขาเดิม ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ รวมถึงความถี่ในการใช้บริการ ต่างปรับลดลง ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ว่า ค้าปลีกไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “กำลังซื้อที่อ่อนแรงขั้นวิกฤต” (Weakened Purchasing Power) ไม่ใช่ปรากฏการณ์เปลี่ยนช่องทางจับจ่าย จากห้างค้าปลีกขนาดกลางและใหญ่ไปยังร้านค้ารายย่อยภายนอกระบบ

มูลค่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยปี 2568 - 2570

ค้าปลีกโอกาสโตเกิน 3% ยาก

ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-2% อย่างไรก็ตาม หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หรือการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่น (High Season) ในไตรมาสที่ 4 ดำเนินไปด้วยดี และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่า 2%

แต่นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ราว 3% ซึ่งหากจะผลักดันให้เติบโตได้มากกว่านี้เป็นเรื่องยาก หากเติบโตได้ 3.5% จะต้องกระตุ้น GDP ของประเทศให้สูงขึ้นกว่านี้อีกมาก

นายณัฐ กล่าวยอมรับว่า โอกาสที่ภาคค้าปลีกของไทยจะกลับไปเติบโตในระดับสองหลัก (Double Digit) เหมือนในอดีตนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งมีความแข็งแกร่งอย่างมากในหลายด้าน อีกทั้งรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นยังมีนโยบายที่เอื้ออำนวยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไปในประเทศเป็นจำนวนมาก

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

“เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นแต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก”

เสนอรัฐเดินหน้า 3 มาตรการ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ผ่านช่องทางของสมาคมเองและผ่านทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แม้จะไม่ได้คุยโดยตรงกับรองนายกรัฐมนตรี แต่คาดว่าข้อเสนอได้รับการส่งต่อผ่านทางสภาหอการค้าฯ หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว โดยข้อเสนอแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

1. มาตรการระยะสั้น (Short-term) เน้นการอัดฉีดกำลังซื้อเร่งด่วน ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือ “ไทยเที่ยวไทย plus” ถือเป็นมาตรการที่ดีและได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ช่วยกระตุ้นกลุ่ม SME และร้านค้าที่อยู่นอกระบบภาษีได้ดี ทว่าสมาคมเสนอให้ภาครัฐขยายเกณฑ์การช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มค้าปลีกในหลากหลายช่องทางและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง

เนื่องจากรูปแบบเดิมช่วยกระตุ้นเฉพาะกลุ่มร้านอาหารและโรงแรม แต่กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) หรือ SME ที่จดทะเบียนภาษีอย่างถูกต้องยังไม่ได้รับประโยชน์โดยตรซึ่งมาตรการนี้เปรียบเสมือน “ยาฉีด” ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว และรัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณมารองรับ

ชงเพิ่มวงเงิน Easy e-Receipt เป็นแสนบาท

อีกมาตรการที่อยากให้รัฐดำเนินการคือ “Easy e-Receipt” หรือ “Easy e-Refund” สมาคมได้เสนอให้ภาครัฐนำมาตรการนี้กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมขยายวงเงินสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาท จากเดิมที่ปีก่อนอยู่ที่ระดับ 3 หมื่นบาท หรือ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายในภาคค้าปลีกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันของมาตรการนี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากภาครัฐแต่อย่างใด

“Easy e-Receipt จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการกระตุ้นยอดขายและภาพรวมของภาคค้าปลีก วงเงินที่สูงขึ้นจะช่วยจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายได้ดีขึ้น และช่วยผลักดัน ให้ตัวเลขการเติบโตของภาคค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลนำกลับมาใช้และดำเนินการขยายวงเงินตามที่เสนอ จะสามารถช่วยอัดฉีดและกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจได้ทันที”

ค้าปลีก ร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ดันไทย Shopping Paradise

2. มาตรการระยะกลาง (Medium-term) การปรับกฎระเบียบและผลักดัน Shopping Paradise โดยสมาคม เสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการทำธุรกิจและเติบโตได้ง่ายขึ้น, ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Shopping Paradise” โดยการปรับลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเภทไลฟ์สไตล์

เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ลดลงบ้าง แต่จะได้รับการชดเชยจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจากการใช้จ่ายที่สูงขึ้น

เสนอให้สร้างพื้นที่ทดลองหรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองปรับลดภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ รวมทั้งเสนอให้มีระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย (VAT Refund at Point of Sale) แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในทันที เช่นเดียวกับระบบที่ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการซื้อสินค้า ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการป้องกันและควบคุมผู้ที่อาศัยช่องทางนี้ดำเนินงานอย่างไม่ถูกต้องอย่างรัดกุมด้วย

3. มาตรการระยะยาว (Long-term) เป็นการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผลักดันให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีจากผู้ค้าต่างชาติทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าเทียม

ปรับแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด สะท้อนภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจว่า ยอดขายเดือนกรกฎาคมถือว่าประคองตัวไปได้ นักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจนคือจีนและอเมริกา ในขณะที่ตลาดมาเลเซียยังอ่อนแรงและมียอดติดลบ

การสร้างบรรยากาศหรือ Mood & Tone มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากบรรยากาศดูเศร้าคนจะไม่อยากใช้เงิน การสร้างความสุขเล็กๆ หรือ Small Celebration รวมถึงการมีร้านอาหาร หนังดีๆ และอีเวนต์ที่ช่วยฮีลใจ จะช่วยดึงทราฟฟิกเข้าศูนย์การค้าได้ดี

การวางแผนกลยุทธ์มีความยากขึ้น ต้องปรับทุกไตรมาสเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไว ผู้บริโภคยอมตัดค่าใช้จ่ายอื่นแต่ไม่ยอมตัดเรื่องการท่องเที่ยว อัตราการเกิดที่ติดลบ ทำให้ตลาดสินค้าเด็กทั่วไปไม่เติบโต แต่สินค้าเด็กระดับพรีเมียมยังขายดีเพราะพ่อแม่ยอมจ่ายให้ลูก ในขณะที่ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตสูงมากจากการที่คนไม่แต่งงานและหันมาเลี้ยงสัตว์แทน ศูนย์การค้าจึงต้องหาเซกเมนต์ใหม่และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเสริม

ทางรอดและการวางยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะวิกฤตความเงียบเหงาผู้ประกอบการค้าปลีกไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดึงดูดผู้ซื้อจากการมุ่งเน้นขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การส่งมอบประสบการณ์และความสุขเชิงอารมณ์เพื่อฮีลใจผู้บริโภค เช่น การปรับตัวเข้าสู่ยุค Retailtainment และ Small Celebration รวมถึงจัดอีเวนต์ความบันเทิงขนาดเล็กเพื่อสร้างทราฟฟิกและดึงดูดอารมณ์ผู้ซื้อให้รู้สึกมีความสุขและสบายใจจึงจะยอมจ่ายเงิน