thansettakij
thansettakij
AIS Business เอ็มโอยู Huawei Cloud ผสานโครงข่าย 5G-คลาวด์ ดันไทยสู่ฐานผลิต AI

AIS Business เอ็มโอยู Huawei Cloud ผสานโครงข่าย 5G-คลาวด์ ดันไทยสู่ฐานผลิต AI

03 ส.ค. 69 | 03:37 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ส.ค. 69 | 03:38 น.

AIS Business จับมือ Huawei Cloud ลงนาม MOU ผสานโครงข่าย 5G และคลาวด์ระดับโลก ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอัจฉริยะ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนต่างชาติอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • AIS Business และ Huawei Cloud ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อผสานโครงข่าย 5G และเทคโนโลยีคลาวด์ ตั้งเป้ายกระดับภาคการผลิตไทยสู่การเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • ความร่วมมือนี้เป็นการรวมความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ 5G Private Network ของ AIS เข้ากับเทคโนโลยีคลาวด์และโซลูชัน AI ศักยภาพสูงของ Huawei Cloud
  • นำเสนอโซลูชันสำหรับโรงงานอัจฉริยะแบบครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรไปจนถึงการประมวลผลด้วย AI เพื่อใช้งานจริง เช่น การตรวจสอบคุณภาพสินค้าอัตโนมัติ และการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับภาคการผลิตของประเทศไทยสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI ระหว่าง AIS Business และ Huawei Cloud นับเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมไทยให้รองรับการแข่งขันในระดับสากล

ไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตนับเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลกในปี 2024 ภาคอุตสาหกรรมไทยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีการจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 16% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการดึงดูดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ

AIS Business เอ็มโอยู Huawei Cloud ผสานโครงข่าย 5G และคลาวด์ระดับโลก ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคการผลิตในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่กำลังการผลิตหรือต้นทุนแรงงานอีกต่อไป แต่เน้นการแข่งขันที่ความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำรวดเร็ว

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงเครือข่าย คลาวด์ ข้อมูล และ AI เข้ากับระบบภายในโรงงานได้อย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ และรองรับการเติบโตในอนาคต

“AIS Business ในฐานะ National Digital Infrastructure Partner จึงเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการในการทรานส์ฟอร์มกระบวนการผลิตเพื่อสร้างความพร้อมรับมือกับการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก”

ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ลงนามเอ็มโอยูกับ เซลีน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย

ผสานโครงข่ายและเทคโนโลยีคลาวด์ระดับโลก

ความร่วมมือระหว่าง AIS Business และ Huawei Cloud เป็นการรวมจุดแข็งของสองผู้นำเทคโนโลยี โดย AIS Business นำความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน ความเข้าใจในบริบทธุรกิจไทย รวมถึงระบบ 5G Private Network และโครงข่ายไฟเบอร์ที่มีความปลอดภัยสูง มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีคลาวด์ ระบบประมวลผล GPU ศักยภาพสูง และโซลูชัน AI ระดับโลกของ Huawei Cloud

นางสาวเซลีน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย ได้เน้นย้ำว่า อนาคตของภาคอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับการนำข้อมูลมาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการวางรากฐานดิจิทัลแบบครบวงจร (End-to-End) ตั้งแต่การเชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรภายในโรงงาน

ไปจนถึงการประมวลผลและการวิเคราะห์ผ่าน AI โดย AIS Business จะทำหน้าที่เป็น Strategic Local Reseller Partner ที่ช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ากับบริบทการทำงานจริงของผู้ประกอบการไทย

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจรนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การดึงข้อมูลจากเครื่องจักรและระบบการผลิตภายในโรงงานผ่าน 5G Private Network และระบบเชื่อมต่อที่มีความเสถียร ไปจนถึงการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์เพื่อนำไปใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน AI สำหรับอุตสาหกรรม ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการเทคโนโลยีที่หลากหลาย และช่วยให้การลงทุนในระบบดิจิทัลสามารถขยายผลต่อยอดได้ในระยะยาว

AIS Business และ Huawei Cloud เอ็มโอยูขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอัจฉริยะ

โซลูชันการผลิตอัจฉริยะด้วย AI

จากความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโซลูชันการผลิตอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม 6 รูปแบบหลัก ได้แก่:

  • การตรวจสอบคุณภาพสินค้าอัตโนมัติด้วย AI (AI-powered Quality Inspection): ใช้ระบบ AI ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิต เพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ สม่ำเสมอ และลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการใช้คน
  • การคาดการณ์ความผิดปกติและวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้า (Predictive Maintenance): นำข้อมูลจากเซนเซอร์และเครื่องจักรมาวิเคราะห์บนคลาวด์ด้วย AI เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนซ่อมบำรุงก่อนเกิดความเสียหาย
  • การเชื่อมต่อหุ่นยนต์และยานพาหนะอัตโนมัติ (Connected Robotics, AGV และ AMR): อาศัยความแม่นยำและเสถียรภาพของ 5G Private Network ในการควบคุมหุ่นยนต์และระบบ Automation ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การติดตามสถานการณ์ผลิตแบบเรียลไทม์ (Real-time Factory Monitoring): เชื่อมโยงข้อมูลสายการผลิตเข้าสู่ระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้บริหารและทีมปฏิบัติการมองเห็นสถานะการทำงานจริงและตัดสินใจได้ทันท่วงที
  • การวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิต (Production Line Optimization): ประมวลผล Data Analytics และ AI เพื่อหาจุดติดขัด เพิ่มอัตราผลผลิต ลดการใช้พลังงาน และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การจัดทำฐานข้อมูลกลางของโรงงาน (Industrial Data Platform for AI Readiness): รวมข้อมูลจากระบบ IT และระบบควบคุมเครื่องจักร (OT) รวมถึง IoT ให้ทำงานร่วมกัน รองรับการพัฒนา AI Model, Digital Twin และระบบการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ (Autonomous Operation) ในอนาคต

เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย

การลงนามความร่วมมือระหว่าง AIS Business และ Huawei Cloud ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุดในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการวางรากฐานเชิงเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตของประเทศไทยจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้ AI เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์กร

การผสานโครงข่ายการเชื่อมต่อที่มั่นคงเข้ากับระบบคลาวด์และการประมวลผลขั้นสูง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความพร้อมให้กับประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะที่รองรับการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน