
‘แมริออทฯ’ ชูไทยยุทธศาสตร์สำคัญ เดินหน้า Hyper-Localization เสริมแกร่ง
“แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล” ย้ำไทยตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ มั่นใจศักยภาพเดินหน้าลงทุนครบ 100 แห่งใน 3 ปี เมินสงครามตะวันออกกลาง ชูกลยุทธ์ “Hyper-Localization” เสริมความแข็งแกร่ง
KEY
POINTS
- แมริออทฯ ชูประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ตั้งเป้าขยายโรงแรมจาก 62 แห่ง ให้ครบ 100 แห่งภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
- เดินหน้าใช้กลยุทธ์ “Hyper-Localization” เพื่อปรับแนวทางธุรกิจและการตลาดให้เข้ากับผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
- ใช้โปรแกรมสมาชิก Marriott Bonvoy ที่มีสมาชิกกว่า 270 ล้านคนทั่วโลก เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและส่งเสริมไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก
นายราจีฟ เมนอน ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของแมริออทฯ โดยได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกมาอย่างยาวนาน
ทั้งในด้านนักท่องเที่ยวขาเข้าและนักเดินทางชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ จากการเติบโตของรายได้และกำลังซื้อของคนไทย โดยปัจจุบันมีชาวไทยมากกว่า 9 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าที่มีความสำคัญต่อเครือข่ายโรงแรมของแมริออทฯ ทั่วโลก
ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในระยะสั้น 2 ประการ ได้แก่ 1.การปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และ 2. การหยุดชะงักของเส้นทางการบินผ่านสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเชื่อมโยงนักเดินทางจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ตลาดการเดินทางเกิดภาวะชะลอตัวในระยะเริ่มต้น
“เชื่อมั่นว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก และมีศักยภาพการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากแรงสนับสนุนของการเดินทางภายในภูมิภาคเอเชีย”
สำหรับผลประกอบการของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ไตรมาสแรกยังคงเติบโต แม้วิกฤตตะวันออกกลางจะเริ่มส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและมีแนวโน้มชะลอตัว แต่บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เดิมวางแผนเดินทางไปยุโรปหรือตะวันออกกลาง เริ่มเปลี่ยนจุดหมายมายังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ไตรมาส 3 เติบโตขึ้น
ชูกลยุทธ์ Hyper-Localization เจาะกลุ่มผู้บริโภค
ปัจจุบัน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล มีโรงแรมในไทย 62 แห่ง ภายใต้ 18 แบรนด์ จากนี้มีแผนเปิดเพิ่มอีก 32 แห่ง โดยตั้งเป้ามีโรงแรมเปิดให้บริการครบ 100 แห่ง ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการขยายพอร์ตโรงแรมแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรไทย การเสริมศักยภาพการดำเนินงานในกรุงเทพฯ รวมถึงการลงทุนด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก
ด้านกลยุทธ์การตลาดบริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ “Hyper-Localization” หรือการปรับแนวทางธุรกิจให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของแมริออทฯ ภายหลังสถานการณ์โควิด
โดยหากเทียบก่อนการแพร่ระบาดของโควิด สัดส่วนการเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คิดเป็นประมาณ 37-38% ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 58% สะท้อนถึงการมุ่งเน้นตลาดนักเดินทางภายในภูมิภาคมากขึ้น
กลยุทธ์ดังกล่าวครอบคลุมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในภาษาท้องถิ่น การสื่อสารกับลูกค้าในภาษาของแต่ละประเทศ และการทำตลาดเฉพาะกลุ่มในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ความสามารถในการสื่อสารกับลูกค้าในภาษาท้องถิ่น อาทิ ภาษาเวียดนาม ภาษาอินโดนีเซีย ฯลฯ ยังช่วยให้บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และผลักดันการเดินทางภายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Marriott Bonvoy โปรแกรมสะสมคะแนนทั่วโลก
อีกกลยุทธ์สำคัญของแมริออทฯ ในการขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลก และในไทย คือ Marriott Bonvoy โปรแกรมสะสมคะแนนและแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 270 ล้านคนทั่วโลก ในการช่วยส่งเสริมประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
จากข้อมูลพฤติกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่า กำลังเติบโตในกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวด้านบันเทิง และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยแมริออท มีความพร้อมในการตอบสนองความต้องการของนักเดินทางผ่านเครือข่ายโรงแรมและแบรนด์ที่หลากหลายในหลายจุดหมายปลายทางทั่วประเทศ
ด้วยเครือข่ายระดับโลกและระบบสมาชิกที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ โปรแกรมดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่อง “Ease of Access” หรือความสะดวกในการเข้าถึงประเทศปลายทาง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านวีซ่าที่เอื้อต่อการเดินทาง การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศ หรือการขยายศักยภาพด้านการบินเพื่อรองรับนักเดินทางในอนาคต โดยช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกับภาครัฐผลักดันให้มีเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
อีกปัจจัยหลัก คือ “Seamless Connectivity” หรือ ระบบการเชื่อมต่อด้านคมนาคมภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านถนน ระบบราง และโครงสร้างพื้นฐานในเมืองท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ โดยปัจจุบันมีหลายโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในอนาคต
อาทิ โครงการสนามบินในพื้นที่พัทยาและหัวหิน รวมถึงโครงการรถไฟเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่อาจเชื่อมต่อกับเส้นทางจากประเทศจีนในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง







