
เจาะเส้นทาง "นมแท่ง-ไก่ย่าง" จากขนมวัยเด็ก สู่ธุรกิจยอดขายพันล้าน
เจาะอาณาจักร "ไพบูลย์ โปรดักส์" เจ้าของแบรนด์นมแท่ง-ไก่ย่าง ขนมคู่คนไทยกว่า 30 ปี เติบโตจากขนมซองละบาทสู่ธุรกิจพันล้าน
KEY
POINTS
- 2 แบรนด์ขนมในตำนานยุค 90 ได้แก่ "นมแท่ง" ของบริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ และ "ไก่ย่าง-เมล็ดฟักทองตรามือ" ของบริษัท บี.เค.วาย. ยังคงทำตลาดในไทยต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี และเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำได้ดี
- ไพบูลย์ โปรดักส์ เจ้าของนมแท่ง เริ่มธุรกิจปี 2537 ด้วยทุน 1 ล้านบาท ก่อนขยายสู่ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวครบวงจร มีรายได้สูงสุด 1,128 ล้านบาทในปี 2566 แต่ล่าสุดปี 2568 รายได้ลดลงเหลือ 899 ล้านบาท กำไรสุทธิ 30.9 ล้านบาท
- บี.เค.วาย. เจ้าของเมล็ดฟักทองตรามือและไก่ย่าง ก่อตั้งปี 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 170 ล้านบาท โดยปี 2568 มีรายได้ 627.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 4.9 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ
หากพูดถึงขนมที่อยู่คู่ร้านโชห่วยและวัยเด็กของคนไทยมานานหลายสิบปี "นมแท่ง" และ "ไก่ย่าง" คือสองชื่อที่หลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ราคาจับต้องได้ และการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ขนมทั้งสองแบรนด์กลายเป็นความทรงจำของผู้บริโภคหลายยุคหลายสมัย
เบื้องหลังขนมในตำนานเหล่านี้ คือ บริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวสัญชาติไทยที่เติบโตมากว่า 30 ปี จากโรงงานขนาดเล็กสู่ผู้ผลิตสินค้าอาหารว่างรายสำคัญของประเทศ ที่ปัจจุบันมีรายได้เกือบ 1,000 ล้านบาท
เริ่มต้นจากทุน 1 ล้านบาท สู่โรงงานขนมขนาดใหญ่
บริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2537 โดยคุณไพบูลย์ พัฒนวาณิชกิจกุล และคุณขวัญจิตร ยั่งยืน ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตข้าวโพดอบกรอบ
ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างชื่อเสียงให้บริษัท คือ "นมแท่ง" ข้าวโพดอบกรอบที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเกรียบกุ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่แพ้กัน
ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ในตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และมีพนักงานมากกว่า 300 คน
ขยายไลน์ผลิตต่อเนื่อง รับตลาดขนมที่เปลี่ยนแปลง
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัทเดินหน้าลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2542 ได้เพิ่มไลน์ผลิตข้าวเกรียบกุ้งชนิดเส้น ก่อนขยายสู่เวเฟอร์สติ๊กในปี 2545 และเวเฟอร์เพลทในปี 2555
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2554 เมื่อบริษัทจัดตั้ง บริษัท เคพีฟู้ดส์ จำกัด บนพื้นที่ 11 ไร่ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
หลังจากนั้นบริษัทได้ขยายพอร์ตสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งขนมปังกรอบและบิสกิตในปี 2561 รวมถึงขนมบะหมี่ทอดกรอบและข้าวเกรียบโฟร์เลเยอร์ในปี 2562
ปัจจุบัน ไพบูลย์ โปรดักส์ ผลิตสินค้าหลัก 6 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวโพดอบกรอบ ขนมขบเคี้ยว บิสกิต เวเฟอร์ คุกกี้ และเวเฟอร์สติ๊ก ครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
รายได้เคยทะลุ 1,100 ล้าน ก่อนเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ
ข้อมูลผลประกอบการของบริษัทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของธุรกิจขนมขบเคี้ยวไทยที่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ต้นทุนการผลิตที่ผันผวน และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว
ปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 1,004.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 61.2 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 952.9 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 59.3 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2566 ถือเป็นปีที่มีผลประกอบการโดดเด่นที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีรายได้รวม 1,128.9 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 63.4 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นบริษัทเริ่มเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้ปี 2567 รายได้รวมลดลงเหลือ 976.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลงเหลือ 34.9 ล้านบาท
ส่วนปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 899 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 30.9 ล้านบาท นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่ทำรายได้สูงสุด พบว่ารายได้ลดลงกว่า 229 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงมากกว่า 32 ล้านบาท หรือเกือบ 51%
คุณภาพและมาตรฐาน คือหัวใจสำคัญ
แม้ต้องเผชิญความท้าทายทางธุรกิจ แต่บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าและรักษามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์และควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน
ปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานสำคัญ ได้แก่ GMP, HACCP และ HALAL ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ
ภายใต้นโยบาย "เรามุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ และเน้นความสะอาดปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค"
เจาะเส้นทาง "เมล็ดฟักทองตรามือ-ไก่ย่าง" ขนมยุค 90
หากพูดถึงขนมขบเคี้ยวและธัญพืชที่อยู่คู่ร้านโชห่วยและคนไทยมานานหลายทศวรรษ หลายคนคงคุ้นเคยกับ "เมล็ดฟักทองตรามือ" เจ้าของสโลแกนติดหู "แค่แกะเปลือก อารมณ์ก็เปลี่ยน" รวมถึงขนมทอดกรอบ "ตราไก่ย่าง" ที่มาพร้อมเพลงโฆษณาอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นความทรงจำของเด็กยุค 90
เบื้องหลังแบรนด์เหล่านี้ คือ บริษัท บี.เค.วาย. จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและธัญพืชชั้นนำของไทย ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 34 ปี
แจ้งเกิดจาก "ตรามือ" ก่อนต่อยอดสู่ขนมไก่ย่าง
บริษัท บี.เค.วาย. จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 170 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จมาจากการผลิตและจำหน่ายธัญพืชอบแห้ง ภายใต้แบรนด์ "ตรามือ" ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม และเมล็ดทานตะวัน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดไทย
หลังสร้างฐานลูกค้าจากกลุ่มธัญพืชได้สำเร็จ บริษัทได้ต่อยอดสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวด้วย "ตราไก่ย่าง" ขนมทอดกรอบรสไก่ย่างที่โดดเด่นด้วยรสชาติและเพลงโฆษณาที่ติดหูผู้บริโภค จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ขนมยอดนิยมของยุค 90
รายได้โตต่อเนื่อง แตะ 627 ล้านบาท
แม้ตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยจะมีการแข่งขันสูงจากทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ แต่ บี.เค.วาย. ยังคงรักษาฐานธุรกิจและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี พบว่า
- ปี 2564 รายได้รวม 523.68 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.47 ล้านบาท
- ปี 2565 รายได้รวม 527 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.97 ล้านบาท
- ปี 2566 รายได้รวม 522.18 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.03 ล้านบาท
- ปี 2567 รายได้รวม 578.98 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.64 ล้านบาท
- ปี 2568 รายได้รวม 627.84 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.98 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลัง โดยเพิ่มจาก 522 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 627 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 105 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 ปี
กำไรยังบาง สะท้อนการแข่งขันรุนแรง
แม้รายได้จะเติบโตต่อเนื่อง แต่กำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในระดับไม่สูงนัก โดยในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 4.98 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิไม่ถึง 1% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดขนมขบเคี้ยว รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด
กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา "เมล็ดฟักทองตรามือ" และ "ไก่ย่าง" ยังคงเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไทยจดจำได้ดี แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ปัจจุบันโจทย์สำคัญของ บี.เค.วาย. ไม่ได้อยู่เพียงการรักษาความนิยมของแบรนด์ในตำนาน แต่ยังรวมถึงการสร้างการเติบโตใหม่ ๆ ในตลาดขนมและธัญพืชที่มีการแข่งขันสูง เพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อไปในระยะยาว
จากเมล็ดฟักทองซองเล็กในวันวาน สู่ธุรกิจที่สร้างรายได้กว่า 627 ล้านบาทต่อปี คืออีกหนึ่งตัวอย่างของแบรนด์ไทยที่สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารและขนมขบเคี้ยวตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
แหล่งข้อมูล
- ประวัติความเป็นมา https://www.paiboonpro.com/th/ และ https://bky.co.th/home-kaiyang/
- งบการเงิน https://datawarehouse.dbd.go.th/






