thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน

03 มิ.ย. 69 | 07:45 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มิ.ย. 69 | 07:48 น.

อุตสาหกรรมอาหาร Food Economy มูลค่า 5.72 แสนล้าน เชื่อมโยงเกษตรกร เอสเอ็มอี ร้านอาหาร และท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจอาหาร (Food Economy) เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สร้างการจ้างงานในภาคเกษตรและธุรกิจ SME รวมกันกว่า 25 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
  • หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของผู้บริโภค และคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าถึง 6.57 แสนล้านบาทในปี 2568 โดยมี "การท่องเที่ยวเชิงอาหาร" เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
  • ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ต้องเร่งปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างเพื่อความอยู่รอด

ตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 5.72 แสนล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 8.53 หมื่นล้านบาท สะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

เสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 ภายใต้หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” เป็นการเปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน

อาหารยังครองแชมป์หมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกเคทีซี

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี เปิดเผยว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น แต่การรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง

นางสาววริษฐา กล่าวว่า ในมุมมองของเคทีซี “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการบริโภคในแต่ละมื้อ แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกการใช้จ่ายในร้านอาหารยังส่งผลต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิต แรงงาน เอสเอ็มอี ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานราก

Food Economy โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนและต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจากการใช้วัตถุดิบและฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนสูง

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทบาท “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการนำข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือด้าน Intelligence มาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ทั้งนี้ Food Economy ถือเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน โดยภาคเกษตรไทยมีแรงงานกว่า 12 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2567 มีจำนวน 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

ตลาดร้านอาหารปี 2568 แตะ 6.57 แสนล้านบาท

สำหรับภาคธุรกิจปลายน้ำ คาดว่าตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ารวม 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 572,000 ล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 85,320 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่คู่มือ Michelin Guide มากกว่า 482 แห่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า “Gastronomy Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะสามารถกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

ร้านอาหารเผชิญต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อชะลอ

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเปรียบเสมือน “ดัชนีปลายทางของเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและการอยู่รอดของธุรกิจ

เร่งปรับตัว ใช้ดิจิทัล-ข้อมูล สร้างความแตกต่าง

นางฐนิวรรณ ระบุว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านการบริหารต้นทุน การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ของลูกค้า

เนื่องจากการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง “ความอร่อย” แต่รวมถึง “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
  • พัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ
  • ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัย
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ Soft Power
  • เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และตลาด

ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

ดันอาหารไทยสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ”

ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า ไทยมีโอกาสต่อยอด “อาหาร” จากสินค้าเพื่อการบริโภค ไปสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง ชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว

โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีเรื่องราว สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางได้

โดยมองว่า “วัฒนธรรมอาหาร” ของแต่ละพื้นที่สามารถกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพราะเมื่อ “รสชาติ” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง ก็จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองและชุมชนในวงกว้าง