
ถอดรหัส Food Economy หนุนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงผู้ผลิต SME แรงงาน
อุตสาหกรรมอาหาร Food Economy มูลค่า 5.72 แสนล้าน เชื่อมโยงเกษตรกร เอสเอ็มอี ร้านอาหาร และท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตทั้งระบบ
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจอาหาร (Food Economy) เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สร้างการจ้างงานในภาคเกษตรและธุรกิจ SME รวมกันกว่า 25 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
- หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของผู้บริโภค และคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าถึง 6.57 แสนล้านบาทในปี 2568 โดยมี "การท่องเที่ยวเชิงอาหาร" เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
- ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ต้องเร่งปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างเพื่อความอยู่รอด
ตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 5.72 แสนล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 8.53 หมื่นล้านบาท สะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน
เสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 ภายใต้หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” เป็นการเปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคอาหารในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภค ธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน
อาหารยังครองแชมป์หมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกเคทีซี
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี เปิดเผยว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น แต่การรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง
นางสาววริษฐา กล่าวว่า ในมุมมองของเคทีซี “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการบริโภคในแต่ละมื้อ แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกการใช้จ่ายในร้านอาหารยังส่งผลต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิต แรงงาน เอสเอ็มอี ไปจนถึงเศรษฐกิจฐานราก
Food Economy โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนและต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจากการใช้วัตถุดิบและฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนสูง
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทบาท “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการนำข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือด้าน Intelligence มาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ Food Economy ถือเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน โดยภาคเกษตรไทยมีแรงงานกว่า 12 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2567 มีจำนวน 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ
ตลาดร้านอาหารปี 2568 แตะ 6.57 แสนล้านบาท
สำหรับภาคธุรกิจปลายน้ำ คาดว่าตลาดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ารวม 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 572,000 ล้านบาท เติบโต 4.8% และธุรกิจร้านเครื่องดื่มมูลค่า 85,320 ล้านบาท
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่คู่มือ Michelin Guide มากกว่า 482 แห่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า “Gastronomy Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะสามารถกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง
ร้านอาหารเผชิญต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อชะลอ
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเปรียบเสมือน “ดัชนีปลายทางของเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน
ปัจจุบันผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าพลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและการอยู่รอดของธุรกิจ
เร่งปรับตัว ใช้ดิจิทัล-ข้อมูล สร้างความแตกต่าง
นางฐนิวรรณ ระบุว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งด้านการบริหารต้นทุน การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ของลูกค้า
เนื่องจากการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง “ความอร่อย” แต่รวมถึง “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
- พัฒนาทักษะดิจิทัลและการใช้ข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ
- ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัย
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ Soft Power
- เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และตลาด
ดันอาหารไทยสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ”
ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า ไทยมีโอกาสต่อยอด “อาหาร” จากสินค้าเพื่อการบริโภค ไปสู่ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง ชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว
โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีเรื่องราว สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางได้
โดยมองว่า “วัฒนธรรมอาหาร” ของแต่ละพื้นที่สามารถกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพราะเมื่อ “รสชาติ” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง ก็จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองและชุมชนในวงกว้าง







