
ไทยเบฟ ผนึก กปร. ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมสู่ 928 บริษัท พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน
‘ไทยเบฟ’ เปิดโรดแมปโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติจริง ผนึก กปร. ประกาศยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมสู่ 928 บริษัท พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
KEY
POINTS
- ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมกับสำนักงาน กปร. ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ตั้งเป้าหมายจัดตั้งและยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท ภายใต้โครงการ "ด้วยจงรักและภักดี"
- กปร. จะถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะที่ไทยเบฟจะนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและการตลาดมาช่วยต่อยอดและขยายผล
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาในระดับอำเภออย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟได้ดำเนินบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงมากขึ้น หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินงานครอบคลุมทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพ การสร้างรายได้ และการเชื่อมโยงตลาดให้กับชุมชน
ในปีนี้ ไทยเบฟได้ต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าวด้วยการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” โดยมุ่งสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งถือเป็นการขยายบทบาทจากการพัฒนาเชิงโครงการ ไปสู่การพัฒนาเชิงระบบที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ
พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงาน
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กปร. มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 5,232 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังองค์ความรู้ขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีจุดแข็งคือศูนย์ศึกษาการพัฒนา 6 แห่ง และศูนย์เรียนรู้อีกกว่า 200 แห่ง ที่เป็นแหล่งรวมนักวิชาการและกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ภาคราชการยังมีข้อจำกัดในด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย
"การผสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในครั้งนี้จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ การตลาด และวิทยาการทางธุรกิจ เข้ามาช่วยต่อยอดสินค้าชุมชนให้เข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นตัวอย่างความสำเร็จขององค์ความรู้จาก กปร. ในการพัฒนา “น้ำยาบ้วนปากจากรากหญ้าแฝก”
ซึ่งต่อยอดจากพระราชดำริการใช้หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ สู่การเป็นเวชภัณฑ์คุณภาพสูงโดยมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ จนสามารถสร้างยอดสั่งซื้อจำนวนมากจากต่างประเทศ อาทิ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำวิทยาการทางธุรกิจและการตลาดมาช่วยขยายผลองค์ความรู้ เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้านนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับสู่แนวคิด SE² (Integrated Platform) ที่เปลี่ยนจากโครงการระยะสั้นสู่กิจการระยะยาวในรูปแบบนิติบุคคลซึ่งสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบสนับสนุนเพียงอย่างเดียว
ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท
โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)
ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นผลเป็นรูปธรรมคือโมเดล “ภูเก็ตล็อบสเตอร์” ที่สะท้อนการทำงานครบวงจรตั้งแต่การวิจัยพัฒนาอาหารกุ้ง การเชื่อมโยงเครือข่ายโรงแรมร้านอาหารกว่า 100 แห่ง ไปจนถึงการยกระดับสู่สากลด้วยการขึ้นทะเบียน GI เพื่อส่งออก ซึ่งเป็นการพิสูจน์แนวคิด Local to Global ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมาตรฐานสากล และ Global back to Local ที่นำเทคโนโลยีระดับโลกกลับมาสร้างรายได้สู่พื้นที่ผ่านกิจกรรมอย่าง Phuket Lobster Festival
การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและ ร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืน







