
ร้านอาหารกว่า 70% อ่วม ขาดทุน 3 วันใน 1 สัปดาห์ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง
นายกสมาคมภัตตาคารไทยเผยข้อมูลร้านอาหารกว่า 70% อ่วม ผลประกอบการขาดทุน 3 วันใน 1 สัปดาห์ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ส่งผลให้ร้านอาหารขนาดกลางกว่า 70% ประสบภาวะขาดทุน 3 วันใน 1 สัปดาห์
- ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากพลังงาน เช่น ก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และความกังวลเรื่องราคาวัตถุดิบ เป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อผลประกอบการของร้านอาหาร
- สมาคมภัตตาคารไทยได้ยื่น 4 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น การพยุงราคาพลังงาน การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ และมาตรการสนับสนุนสภาพคล่อง
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยถึงผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ว่า มีความกังวลสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สถานการณ์ร้านอาหารในปัจจุบันยอดขายเริ่มชะลอตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และชัดเจนมากขึ้นในเดือนมีนาคม
โดยร้านอาหารขนาดกลางจำนวนมากสะท้อนว่า ในหนึ่งสัปดาห์ขาดทุนประมาณ 3 วัน เสมอตัว 2 วัน และมีกำไรเพียง 2 วัน ซึ่งกำไรดังกล่าวอาจไม่เพียงพอชดเชยวันที่ขาดทุน ทั้งที่ปกติช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนถือเป็นฤดูกาลทำกำไร (ไฮซีซัน) เพื่อสะสมเงินทุนสำหรับช่วงโลว์ซีซันในเดือนถัดไป
อย่างไรก็ตาม ปีนี้กลับเริ่มเห็นสัญญาณตั้แต่ต้นปี โดย 70% ของร้านอาหารขนาดกลางได้รับผลกระทบในลักษณะดังกล่าว ขณะที่อีก 30% ยังพอประคองตัวได้ จะตอนนี้ใน 1 สัปดาห์ ขาดทุน 3 วัน เสมอตัว 2 วัน กำไร 2 วัน กำไร 2 วันนั้นจะไปพอเลี้ยง 3 วันที่ขาดทุนหรือเปล่า อันนี้น่าตกใจมาก
ทั้งนี้ ได้ประชุมหารือสมาชิกสมาคมฯ ถึงสถานการณ์ด้านพลังงานและต้นทุนอาหารจากสถานการณ์สงครามโลก จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากสมาคมภัตตาคารไทย และจะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 4 ข้อ ประกอบด้วย
1. ออกมาตรการพยุงต้นทุนพลังงานสำหรับร้านอาหาร ตรึงราคาก๊าซหุงต้มภาคธุรกิจร้านอาหาร (LPG ภาคพาณิชย์) ลดค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจอาหารในช่วงวิกฤต และตั้งกองทุนพลังงานสำหรับ SME อาหาร ข้อเสนออิงจากเหตุผลร้านอาหารจะใช้พลังงานสูง เช่น เตาแก๊ส เครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ ซึ่งเมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อราคาขายอาหาร หากรัฐบาลเตรียมพร้อมจะช่วยป้องกันการขึ้นราคาอาหารทันที อีกทั้งลดเงินเฟ้อด้านอาหาร และรักษาการจ้างงานในธุรกิจร้านอาหาร
2.ใช้มาตรการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบอาหาร โดยขอเสนอให้ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการดังนี้ จัดระบบ Food Price Monitoring และควบคุมราคาวัตถุดิบหลัก เช่น น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว เป็นต้น รวมถึงเข้มงวดใช้กฎหมายเอาผิดเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า ซึ่งเรื่องนี้จะเสนอให้ตั้ง คลังวัตถุดิบอาหารสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
3. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องธุรกิจร้านอาหาร โดยจะเสนอให้ กระทรวงการคลัง ใช้มาตรการ1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับร้านอาหาร 2.ลดภาษีธุรกิจร้านอาหารชั่วคราว 3. ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตร้านอาหาร เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารมีลักษณะต้นทุนหมุนเวียนสูง กำไรต่ำ และอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ
4. ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาหารและการท่องเที่ยว ขอเสนอให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใช้มาตรการต่างๆ คือ โครงการ Thai Food Tourism การส่งเสริม Street Food & Local Restaurant ออกแคมเปญ Eat Thai Save Thai Economy เพราะร้านอาหารเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power และ Tourism Economy
“หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามตะวันออกกลางไม่น่าจะจบภายใน 1 เดือน และกระแสต่อปริมาณน้ำมัน แก๊สหุงต้ม และค่าขนส่งที่ระบุจะขยับขึ้นจากนี้ เริ่มสร้างความตื่นตัวกับการกักตุนสินค้าเพื่อการประกอบอาหาร จะมีผลจิตวิทยาต่อราคาอาหารปรุงสำเร็จทั่วไปอาจขอปรับราคา หรือลดปริมาณเพื่อคงราคาในภาวะกำลังซื้อไม่ดี แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการขยับราคาทั่วไป แต่หากต้นทุนทุกอย่างขยับ ธุรกิจร้านอาหารก็ต้องขยับ ซึ่งสำหรับร้านใหญ่ ที่มีข้อตกลงระยะยาวน่าจะตรึงได้นานที่สุด แต่ร้านย่อยทั่วไปอาจทนได้ระยะสั้น”
นางฐนิวรรณ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญตอนนี้ คือ รัฐบาลและหน่วยงานรัฐจะให้ความมั่นใจถึงปริมาณพลังงานและวัตถุดิบเพียงพอ ไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาต้นทาง ซึ่งตอนนี้สมาชิกสมาคมยืนยันไม่มีการปรับราคาเมนูใดๆ และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล

