thansettakij
thansettakij
ดีเซลโลกพุ่ง 150 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันแบกวันละ 450 ล้าน พยุงได้อีก 15 วัน

ดีเซลโลกพุ่ง 150 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันแบกวันละ 450 ล้าน พยุงได้อีก 15 วัน

05 มี.ค. 2569 | 03:36 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 03:36 น.

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลโลกพุ่ง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกวันละ 450 ล้าน พยุงได้อีก 15 วัน

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาในประเทศสูงถึงวันละ 450 ล้านบาท
  • กองทุนน้ำมันฯ มีเงินสดเหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถพยุงราคาในระดับปัจจุบันได้อีกเพียง 15 วันเท่านั้น
  • หลังครบกำหนด 15 วัน หากราคาน้ำมันโลกยังคงสูงอยู่ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ล่าสุด ทะยานขึ้นอีกกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ในกรอบ 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันภายในประเทศสูงถึงวันละประมาณ 400-450 ล้านบาท ขณะที่สถานะเงินสดของกองทุนฯ เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และหนี้จากการกู้ยืมราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากยังคงอุดหนุนในระดับดังกล่าว จะสามารถพยุงราคาได้เพียงราว 15 วันเท่านั้น

“เดิมทีฝ่ายบริหารกองทุนฯ เสนอแนวทางอุดหนุนเพียง 7 วัน เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนและภาคธุรกิจทยอยปรับตัวตามกลไกตลาด แต่เมื่อรัฐบาลต้องการดูแลต่อเนื่องยาวขึ้น จึงเคาะกรอบ 15 วัน กระทรวงพลังงานก็จะต้องเตรียมพร้อมรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนด 15 วัน หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐอาจต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น หรือจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น เนื่องจากหลายประเทศได้ปรับตัวไปแล้ว ประกอบกับกองทุนฯ ยังมีภาระหนี้เงินกู้อีกเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเงินสดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงาน เร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบใหม่ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความไม่แน่นอน

ดีเซลโลกพุ่ง 150 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันแบกวันละ 450 ล้าน พยุงได้อีก 15 วัน

 

แนวทางเบื้องต้นคือเพิ่มสัดส่วนจากประเทศคู่ค้าที่ไทยนำเข้าอยู่แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา (USA) และกลุ่มแอฟริกาตะวันตก (West Africa) รวมถึงเร่งเจรจาทำสัญญาเพิ่มเติมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น มาเลเซีย และบรูไน เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันจะไหลเข้าสู่ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าว กล่าวยอมรับว่า หากเป็นการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากน้ำมันดิบแต่ละแหล่งมีคุณภาพและองค์ประกอบแตกต่างกัน โรงกลั่นอาจต้องปรับกระบวนการผลิตส่งผลต่อต้นทุน 

นอกจากนี้ การขนส่งจากแหล่งที่ไกลขึ้นยังทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้านคลังสำรองก็เป็นอุปสรรค หากจะเพิ่มปริมาณสำรองจากระดับ 60 วันตามนโยบายรัฐ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง และผู้ค้าน้ำมันไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงสต็อกน้ำมันราคาแพง

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยพลังงานมากกว่า 90% ของการใช้ทั้งหมดมาจากการนำเข้า สัดส่วนการนำเข้าที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 40% ของปริมาณใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ไทยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับสอง มีสัดส่วนมากกว่า 10% ส่วนแหล่งที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก เช่น ไนจีเรีย

ปริมาณสำรองน้ำมันรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 60 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน, working stock 13 วัน และน้ำมันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของไทยซึ่งกำลังขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีก 22 วัน ที่ทยอยเดินทางเข้าสู่ประเทศ

“ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น” 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรผลักดันมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เช่น การส่งเสริมใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือการนำมาตรการ Work From Home กลับมาใช้เช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 เพื่อลดการใช้น้ำมันในภาพรวม เนื่องจากวิกฤติครั้งนี้เป็นผลกระทบในระดับโลก ซึ่งการรณรงค์ให้ร่วมกันประหยัดเป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด