
ปิดตำนานห้างหรูสหรัฐฯ 'Saks Global' ยื่นล้มละลาย หลังหนี้ท่วม 9.4 หมื่นล้าน
Saks Global ยื่นล้มละลายหลังแบกหนี้กว่า 3.5 แสนล้านบาท ชี้สาเหตุหลักจากการควบรวม Neiman Marcus มูลค่า 9.4 หมื่นล้านบาท จนขาดสภาพคล่องและแบรนด์ดังหยุดส่งสินค้า
KEY
POINTS
- กลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับหรู Saks Global ของสหรัฐฯ ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ
- สาเหตุหลักเกิดจากภาระหนี้สินมหาศาลประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท หลังการเข้าซื้อกิจการ Neiman Marcus
- ปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบคือการไม่สามารถฟื้นตัวจากโควิด-19 และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อสินค้าออนไลน์และซื้อตรงจากแบรนด์มากขึ้น
- แม้จะยื่นล้มละลาย แต่ห้างสรรพสินค้าในเครือยังคงเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่เพื่อนำแผนฟื้นฟูกิจการ
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Saks Global กลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยื่นขอรับการคุ้มครองจากการล้มละลายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนวงการค้าปลีกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา
ประเด็นที่น่าจับตามองคือวิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งปีหลังจากที่บริษัทได้ควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสามแบรนด์ทรงอิทธิพลอย่าง Saks Fifth Avenue, Bergdorf Goodman และ Neiman Marcus เพื่อหวังสร้างกลุ่มธุรกิจหรูหราที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้โครงสร้างเดียวกัน
แม้สถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่ทาง Saks Global ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งจะยังคงเปิดให้บริการตามปกติเพื่อรักษาฐานลูกค้าและพนักงาน โดยในขณะนี้บริษัทกำลังเร่งดำเนินการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 1.75 พันล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท) เพื่อนำมาประคองสภาพคล่องและขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการ
นอกจากนี้ยังได้ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่เข้ามากุมบังเหียนเพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารงานใหม่ทั้งหมด ท่ามกลางความกังวลของเหล่าคู่ค้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่ยังต้องจับตาดูทิศทางความมั่นคงของยักษ์ใหญ่รายนี้อย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
สาเหตุหลักของการล้มละลาย
สาเหตุหลักที่ทำให้ Saks Global ต้องเผชิญกับภาวะล้มละลาย เริ่มจากการที่ไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับการถูกซ้ำเติมด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน แบรนด์หรูต่างๆ ก็เริ่มปรับกลยุทธ์หันไปขายสินค้าผ่านช่องทางของตัวเองโดยตรงแทนการผ่านห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้ Saks Global สูญเสียรายได้และเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก จนไม่สามารถชำระเงินให้แก่คู่ค้าได้ เมื่อผู้ผลิตหยุดส่งสินค้าจึงเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าคงคลังอย่างรุนแรง และกลายเป็นวิกฤตขาดสภาพคล่องที่ไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ในที่สุด"
การล้มละลายของ Saks Global มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Neiman Marcus ในปี พ.ศ. 2567 ด้วยมูลค่าสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 94,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการควบรวมห้างหรูระดับโลกอย่าง Saks Fifth Avenue, Bergdorf Goodman และ Neiman Marcus เข้าด้วยกัน
แต่การขยายอาณาจักรครั้งนี้กลับกลายเป็นการสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับบริษัทในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากตลาดสินค้าหรูทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว และพฤติกรรมลูกค้าได้เปลี่ยนไปเน้นการซื้อสินค้าโดยตรงจากแบรนด์ที่มอบบริการส่วนบุคคลได้ดีกว่าการซื้อผ่านห้างสรรพสินค้า
วิกฤตหนี้สินที่พอกพูนจากการควบรวมกิจการและการปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการของตลาด ได้บีบให้ Saks Global ต้องตัดสินใจยื่นขอล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ พร้อมกันนี้บริษัทได้ทำการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูงอย่างกะทันหัน โดยการแต่งตั้งนาย Geoffroy van Raemdonck อดีต CEO ของ Neiman Marcus ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนที่นาย Richard Baker
การเปลี่ยนตัวผู้นำในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจาก Richard Baker คือผู้วางกลยุทธ์หลักในการเข้าซื้อกิจการ Neiman Marcus จนทำให้บริษัทต้องแบกรับหนี้เกินตัว แม้ว่าเขาจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง CEO เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ความผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยงทางการเงินและการเติบโตของตลาดสินค้าหรู ทำให้เขาต้องยุติบทบาทลงเพื่อให้ผู้บริหารคนใหม่เข้ามาสะสางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สถานะสินทรัพย์ หนี้สิน
จากเอกสารที่ยื่นต่อศาลล้มละลายในฮูสตัน รัฐเท็กซัส Saks Global รายงานว่าบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินอยู่ในช่วง 1 พันล้านถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 ล้านถึง 350,000 ล้านบาท) โดยการยื่นขอล้มละลายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทได้เจรจากับเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้หรือหาผู้ซื้อรายใหม่
ปัญหาสำคัญที่บริษัทต้องเผชิญไม่ใช่ยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง แต่คือการขาดแคลนสินค้าในคลังและความไม่มั่นใจจากผู้เช่า เนื่องจากห้างที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2410 อย่าง Saks Fifth Avenue ไม่สามารถชำระเงินให้กับคู่ค้าได้ จนแบรนด์หรูต่างๆ เริ่มหยุดส่งสินค้า ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับผู้เช่าสั่นคลอนอย่างหนัก
ภาระหนี้สินส่วนใหญ่ของ Saks Global เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ Neiman Marcus มูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 94,500 ล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มห้างหรูขนาดใหญ่เข้าด้วยกันในช่วงที่ตลาดสินค้าหรูทั่วโลกเริ่มชะลอตัวและแบรนด์ต่างๆ หันไปเน้นการขายตรงสู่ผู้บริโภคมากขึ้น
แม้ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทที่มีพนักงานกว่า 17,000 คน จะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 21,000 ล้านบาท) แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น จนต้องตัดสินใจขายอสังหาริมทรัพย์ของ Neiman Marcus ที่ย่าน Beverly Hills รวมถึงมองหาผู้ซื้อหุ้นในร้าน Bergdorf Goodman เพื่อระดมเงินสดมาใช้หมุนเวียนและลดหนี้
ข้อตกลงทางการเงินใหม่และกลุ่มเจ้าหนี้รายใหญ่
เพื่อให้กิจการยังคงดำเนินต่อไปได้ในระหว่างการฟื้นฟู Saks Global ได้ลงนามในข้อตกลงทางการเงินใหม่ที่ช่วยให้ได้รับเงินสดจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) จากสินเชื่อภายใต้การคุ้มครองหนี้
โดยศาลได้อนุญาตให้ยืดเวลาการยื่นเอกสารทางการเงินออกไปจนถึงวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีภาระหนักในการจัดการกับเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกันที่มีจำนวนมากกว่า 10,000 ราย โดยมีแบรนด์หรูรายใหญ่เป็นเจ้าหนี้มูลค่ามหาศาล ได้แก่ Chanel จำนวน 136 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,760 ล้านบาท), Kering จำนวน 60 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) และ LVMH จำนวน 26 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 910 ล้านบาท)
วิกฤตการณ์ของ Saks Global ในครั้งนี้เปรียบเสมือนตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสินค้าหรู ที่ซึ่งแบรนด์ระดับโลกจะลดการพึ่งพาห้างสรรพสินค้าแบบเดิมและหันมาลงทุนในช่องทางการขายของตัวเองมากขึ้น
การควบรวมกิจการที่สร้างภาระหนี้จนนำไปสู่การล้มละลายนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกยุคปัจจุบัน การมีชื่อเสียงที่โด่งดังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าที่คาดหวังความรวดเร็วและประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวสูง รวมถึงต้องมีการบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์คู่ค้าต่อไป
ข้อมูลจาก : สำนักข่าว Reuters






