“งัวแดง” โมเดลใหม่ยกระดับโคเนื้อไทย ลดนำเข้ากว่า 2,800 ตัน หนุนรายได้เกษตรกร

30 พ.ย. 2568 | 02:04 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ย. 2568 | 09:06 น.

คอมพานี บี ลงนามความร่วมมือกับสหกรณ์โคเนื้อและสมาคมผู้เพาะพันธุ์ เดินหน้าโครงการงัวแดง ตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานการผลิตในประเทศ ลดนำเข้า และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ

KEY

POINTS

  • โครงการ “งัวแดง” เป็นความร่วมมือระหว่างเอกชนและเกษตรกรเพื่อยกระดับการผลิตโคเนื้อคุณภาพของไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ตั้งเป้าลดปริมาณการนำเข้าเนื้อวัวได้ 2,160–2,800 ตันต่อปีภายในปี 2568 ช่วยรักษาเม็ดเงินในประเทศกว่า 650 ล้านบาท
  • สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรรายย่อยผ่านระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐานและการประกันราคาซื้อคืนที่เป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 15-25% ต่อปี
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารโค และใช้มูลวัวปรับปรุงคุณภาพดินเพื่อความยั่งยืน

บริษัท คอมพานี บี จำกัด ประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงการผลิตเนื้อโคขุนไทยคุณภาพ “งัวแดง” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน สมาคมไทยบีฟมาสเตอร์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายเกษตรกร โดยมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างผู้บริหารนำโดย นายวีรชน ศรัทธายิ่ง Chairman และ นางสาวนภศูล รามบุตร Co-Founder เพื่อผลักดันการผลิตวัตถุดิบเนื้อวัวภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรรายย่อย

แกนหลักของ MOU คือความตั้งใจร่วมกันในการยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมเพิ่มเสถียรภาพด้านวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจำนวนมาก แม้จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นราว 1.38 ล้านรายในช่วงปี 2564–2568 แต่กว่า 96% เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดเรื่องต้นทุน การเลี้ยง และการเข้าถึงตลาด

โครงการงัวแดงจึงถูกพัฒนาให้เป็น “พิมพ์เขียว” สำหรับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์ Beef Master ผสานกับระบบการเลี้ยงที่เหมาะกับภูมิอากาศไทย พร้อมกำหนดราคาซื้อคืนที่เป็นธรรม ช่วยให้เกษตรกรทั่วประเทศมีมาตรฐานการผลิตที่ใกล้เคียงกัน

“งัวแดง” โมเดลใหม่ยกระดับโคเนื้อไทย ลดนำเข้ากว่า 2,800 ตัน หนุนรายได้เกษตรกร

ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 350 ราย ครอบคลุมโคเข้าระบบไม่น้อยกว่า 15,400 ตัว โดยฟาร์มที่เข้าร่วมสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ย 15–25% ต่อปี สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการปรับระบบการเลี้ยงและช่องทางตลาดที่มั่นคงขึ้น

ด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คาดว่าในปี 2568 โครงการจะช่วยลดปริมาณนำเข้าเนื้อวัวได้ 2,160–2,800 ตันต่อปี คิดเป็นการรักษาเม็ดเงินในประเทศกว่า 650 ล้านบาท เพิ่มการหมุนเวียนในท้องถิ่น และลดความเสี่ยงด้านราคานำเข้าจากต่างประเทศ

“งัวแดง” โมเดลใหม่ยกระดับโคเนื้อไทย ลดนำเข้ากว่า 2,800 ตัน หนุนรายได้เกษตรกร

อีกด้านหนึ่ง โครงการงัวแดงยังเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการใช้วัตถุดิบเหลือทางการเกษตร เช่น รำข้าว ฟางข้าว ต้นข้าวโพด กากมัน และกากปาล์ม เป็นส่วนประกอบอาหารโค คิดเป็นการลดของเหลือทิ้งรวมมากกว่า 33 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน มูลวัวที่ผ่านการจัดการยังช่วยเพิ่มคุณภาพดิน เสริมอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ที่จำเป็นต่อการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน

การลงนาม MOU ครั้งนี้สะท้อนความพยายามในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อวัวคุณภาพสูงได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกรรายย่อยและสร้างระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความมั่นคงด้านอาหารของประเทศในระยะยาว