
เลขาสภาอุตฯอีสาน หนุน"ดิจิทัลวอลเลต" แต่ห่วงเงินเฟ้อ
เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคอีสาน หนุนโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท มั่นใจสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อ
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาล ว่า ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกมาแถลงว่าจะไม่ได้แจกเงินให้กับผู้ที่มีอายุ 16 ปี ขึ้นไปครบทุกคน แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะต้องมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 70,000 บาท และมีเงินเก็บในบัญชีธนาคารไม่เกิน 500,000 บาททำให้มีผู้ที่เป็นไปตามเงื่อนไขนี้อยู่ประมาณ 50 ล้านคน ซึ่งจะต้องใช้เงินงบประมาณในการแจกเงินดิจิทัลทั้งสิ้น จำนวน 500,000 ล้านบาท
โดยรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขว่าเงินดิจิทัลนี้ให้ประชาชนไปซื้อของใช้อุปโภคบริกาคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ให้ไปซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย และสามารถใช้ได้ภายในพื้นที่เขตอำเภอตามบัตรประชาชนผู้มีสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เงินกระจายไปตามพื้นที่อำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ ถ้าไม่มีข้อจำกัดนี้ก็จะทำให้เงินไปกระจุกอยู่แต่ในเมืองใหญ่เท่านั้น
เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวอีกว่า กรณีที่รัฐบาลจะใช้วิธีหาเงินด้วยการกู้เงินมาจำนวนมากถึง 500,000 ล้านบาท แล้วอัดฉีดเข้าไปในระบบทีเดียวเช่นนี้ ตนเองรู้สึกเป็นห่วงเรื่องของเงินเฟ้อที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงอยากให้รัฐบาลมีการวางแผนบริหารจัดการเรื่องเงินเฟ้อไว้ให้ดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลไม่มีการอัดฉีดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเช่นนี้ เศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะเติบโตได้ยาก เพราะ GDP ของไทยมีการเติบโตโดยเฉลี่ยแค่ปีละ 1.9% เท่านั้น และหนี้ครัวเรือนมีสูงถึง 91% นอกจากนั้นยังมีหนี้นอกระบบอยู่อีกประมาณ 19.6% เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งจะทำให้ทุกวันนี้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อสินค้าอุปโภคเลย
ดังนั้นถ้ารัฐบาลมุ่งเป้าการอัดฉีดเงินให้ใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่อยากจะให้รัฐบาลนำไปคิดต่อไปคือ ทำอย่างไรจะให้เงินที่อัดฉีดลงไปนี้ สามารถหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 2 รอบ ถ้าได้มากกว่า 3-4 ครั้ง ก็มั่นใจได้เลยว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงแน่นอน
ทั้งนี้ วันที่ 10 พ.ย.66 นายกรัฐมนตรี ได้แถลงความคืบหน้าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยสรุปคือจะเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 600,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในดิจิทัลวอลเล็ต 500,000 บาท ครอบคลุม 50 ล้านคน และอีก 100,000 ล้านบาท ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ
โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิ์ใช้จ่ายให้กับประชาชนที่เข้าเกณฑ์ตาม 3 เงื่อนไข คือ 1.อายุ 16 ปี ขึ้นไป 2.มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาทต่อเดือน และ 3.มีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บาท รัฐบาลจะหาเงินจากการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย และมีมติคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนสรุปอีกครั้งนั้น






