
ฮือฮา ครม. เวฟหนี้ เหมืองแร่โพแทช ชัยภูมิ กว่า 5,848 ล้าน
ฮือฮา ครม. เวฟหนี้ เหมืองแร่โพแทช ชัยภูมิ 5,848 ล้าน ให้บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ หลังขาดทุนโครงการเหมืองแร่โพแทช ถอนฟ้องคดีทั้งหมด เปิดทางขุดแร่โพแทชมาจ่ายแทนหนี้เดิมให้รัฐได้
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้และเงินค่าปรับของ โครงการเหมืองแร่โพแทชของอาเซียน จังหวัดชัยภูมิ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน)
โดยให้ถอนฟ้องคดีศาลปกครอง และให้โครงการเหมืองแร่ฯผ่อนชำระหนี้สินด้วยผลผลิตแร่โพแทช ตามเงื่อนไขที่กำหนด และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานรับและบริหารจัดการผลผลิตแร่โพแทชที่ได้จากการชำระหนี้ของโครงการ
พร้อมกันนี้ยังให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาแนวทางการผลักดันการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป
เหตุผลความจำเป็นขอเวฟหนี้
การดำเนินการครั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม แจ้งว่า ที่ผ่านมาบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทช อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งได้รับประทานบัตรในพื้นที่โครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2558 - 5 ก.พ.2583 รวม 25 ปี และบริษัทฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลง การจ่ายผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐเพื่อตอบแทนการออกประทานบัตร
โดยขอผ่อนชำระพร้อมอัตราดอกเบี้ย6.5% ต่อปี ผ่อนชำระจำนวน 8 งวด งวดละประมาณ 568 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,549 ล้านบาท
โดยได้สิทธิให้ปลอดการชำระ 2 ปีแรก นับแต่ได้รับประทานบัตร โดยต้องชำระแต่ละงวดภายในวันที่ 15 ม.ค. ของปีถัดจากปีที่ปลอดชำระ 2 ปีแรก กรณีการผิดนัดไม่ชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ เพื่อประโยชน์แก่รัฐภายในกำหนดเวลาจะคิดเงินค่าปรับในอัตรา 15% ต่อปี นับแต่ วันผิดนัดถึงวันชำระจริง
แต่ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ กลับประสบปัญหาด้านการลงทุน และขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จึงไม่สามารถชำระเงินดังกล่าวได้ตามที่กำหนด โดย ณ วันที่ 31 ม.ค.2566 บริษัทฯ มีหนี้ค้างชำระ 5,848 ล้านบาท ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยื่นฟ้องบริษัทฯ ต่อศาลปกครองกรณีการผิดนัดชำระเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งล่าสุดคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ต่อมาบริษัทฯ แจ้งว่า ผู้ลงทุนรายใหม่จากภาคเอกชนให้ความสนใจที่จะลงทุนในโครงการฯ แต่มีประเด็นเกี่ยวกับการจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาของผู้ลงทุนรายใหม่ได้
ดังนั้นครม.เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2566 จึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักพิจารณาความจำเป็น และความเหมาะสม และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงพื้นฐาน รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาล และแหล่งเงินหากมีความจำเป็นต้องชำระค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอครม.พิจารณาต่อไป
เสนอ 2 แนวทางแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมติครม.เดิมวันที่ 24 ม.ค.2566 โดยเห็นว่า ควรผลักดันให้มีการผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ประกอบกับโครงการมีการร่วมทุนของกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงรัฐบาลได้ร่วมลงทุนไปแล้ว
รัฐบาลจึงควรดำเนินโครงการต่อไป และคงสัดส่วนหุ้นตามข้อตกลงพื้นฐาน ส่วนปัญหาภาระหนี้สินของบริษัทฯ ที่ส่งผลให้ผู้สนใจร่วมลงทุนรายใหม่ชะลอการตัดสินใจร่วมลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้
1.เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้และเงินค่าปรับ : ปัจจุบันโครงการมีภาระต้องชำระเงินผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐเพื่อตอบแทนการออกประทานบัตร จำนวน 8 งวด โดยเป็นหนี้สินค้างชำระและเงินค่าปรับผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 (คำนวณถึงวันที่ 31 ม.ค.2566) เป็นเงินประมาณ 4,140 ล้านบาท และยังคงเหลือเงินค่างวดที่ 6 ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2566 รวมค่าปรับผิดนัดชำระเป็นเงินประมาณ 571ล้านบาท และเงินค่างวดที่ยังไม่ครบกำหนดชำระอีกจำนวน 2 งวด คิดเป็นเงิน ประมาณ 1,137 ล้านบาท รวมเป็นหนี้สินทั้งสิ้น 5,848 ล้านบาท
รวมไปถึงเงินค่าปรับผิดนัดชำระอีกวันละประมาณ 1.4 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ดำเนินงานโครงการต่อไปได้ จึงเสนอปรับโครงสร้างหนี้เงินค่างวดทั้ง 6 งวดที่ค้างชำระพร้อมเงินค่าปรับผิดนัดชำระของแต่ละงวด และเงินค่างวดที่เหลืออีก 2 งวด รวมเป็นหนี้สินก้อนเดียว
2.การผ่อนชำระหนี้สินด้วยผลผลิตแร่โพแทช : เมื่อโครงการสามารถดำเนินการได้และมีผลผลิตแร่โพแทชแล้ว ให้ชำระหนี้สินดังกล่าวด้วยผลผลิตแร่โพแทชของโครงการ โดยมูลค่าผลผลิตแร่โพแทชที่นำมาหักหนี้สินให้คิดในราคา 90%ของราคาประกาศแร่โพแทชของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ณ วันที่ชำระ
โดยโครงการต้องส่งมอบผลผลิตแร่โพแทชเพื่อการชำระหนี้กับรัฐไม่น้อยกว่า 10% ของผลผลิตแร่โพแทชของโครงการ จนกว่าจะหมดหนี้สิน แต่ต้องมีจำนวน ไม่ต่ำกว่าปีละ 5 หมื่นตัน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี นับแต่วันที่มีผลผลิตแร่โพแทช ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตได้ในปี 2569
ทั้งนี้โครงการต้องเป็นผู้ชำระค่าภาคหลวงแร่ และเงินบำรุงพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยแร่แต่เพียงผู้เดียว โดยกรณีที่ภาครัฐต้องการซื้อผลผลิตแร่โพแทชเพิ่มเติมในระหว่างการชำระหนี้ หรือภายหลังจากที่โครงการได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว โครงการ ต้องขายผลผลิตแร่โพแทชให้รัฐในราคา 93% ของราคาประกาศ ณ ขณะนั้น และโครงการต้องจำหน่ายผลผลิตแร่โพแทชของโครงการให้กับรัฐก่อน
โดยจากการประเมินการชำระหนี้สินของโครงการด้วยผลผลิตแร่โพแทชตามกำลังการผลิตแร่โพแทชของโครงการ และการปรับโครงสร้างหนี้และเงินค่าปรับ โดยประเมินราคาเฉลี่ยปุ๋ยโพแทช (ปี 2561 - 2565) เท่ากับ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โครงการจะสามารถชำระหนี้สินทั้งหมดให้แก่รัฐได้ภายในระยะเวลาประมาณ 8 ปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้มีหนังสือยินยอมการชำระหนี้สินด้วยผลผลิตแร่โพแทชแล้ว ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความอนุเคราะห์ให้กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาเร่งรัดแก้ไขปัญหาหรือสนับสนุนให้ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่โพแทชสามารถผลิตแร่ได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงเกษตรฯจะใช้กลไกของกระทรวงสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุน ทำเหมืองแร่โพแทช รวมทั้งความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ด้วย จึงได้เสนอเรื่องมายังครม.เห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย





