ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

08 สิงหาคม 2565

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมาโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ได้ปรับโฉมครั้งใหญ่ เพื่อสร้างไลฟ์ไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ชูแบรนด์ไทยสู้กับโรงแรมอินเตอร์เชนที่รุกเข้าสู่หัวหินเพิ่มขึ้น นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน มีคำตอบ

นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมาโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ได้ดำเนินการปรับโฉมโรงแรมครั้งใหญ่ ภายใต้งบลงทุนราว 500 ล้านบาท โดยเฟสที่ 1 เป็นการปรับปรุงในส่วนของห้องพักเดอลักซ์ เฟส 2 ห้องสวีท เฟส 3 พื้นที่ส่วนกลาง ได้แก่ การเปลี่ยนลุคสระว่ายน้ำและบริเวณชายหาดให้รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่หลากหลายขึ้น

 

ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

 

รวมถึงการเปิดให้บริการห้องอาหารสุดชิคริมทะเล ‘โนมาดา’ (Nómada) ในสไตล์ Bar and Grill เป็นร้านอาหารอเมริกาใต้ โดยเชฟอเมริกาใต้ แห่งแรกในหัวหินและย่านนี้ที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว

 

ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

อีกทั้งยังยกระดับบริการด้านเวลเนสที่มากกว่าสปา ที่ได้รวมฟิตเนสและสปาให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นศูนย์สุขภาพ มีกิจกรรมต่างๆเพื่อสุขภาพที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการได้ฟรี  เช่น ไทชิ โยคะ แอโรบิกในน้ำ  รวมถึงการเปิดฟาร์มออร์แกนิค ปลูกผัก พร้อมพื้นที่เลี้ยงน้องควายเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติ ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ไข่  นำวัตถุดิบต่างๆเหล่านี้มาใช้ในโรงแรม

 

การปรับโฉมในครั้งนี้ล้วนแต่เป็นไฮไลท์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์ใหม่ของนักท่องเที่ยวทำให้โรงแรมดูทันสมัยขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความคลาสสิคของโรงแรมที่อยู่คู่กับหัวหินมากว่า 31 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในกลุ่มลูกค้าดั้งเดิม  ทำให้เรามีลูกค้าได้ในทุกเจนเนอเรชั่น ซึ่งการปรับโฉมทั้งหมดนี้ดำเนินการแล้วเสร็จเรียบร้อย พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ใหม่

 

ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

 

ทั้งยังทำให้โรงแรม ดุสิตธานี หัวหิน สามารถแข่งขันกับเชนโรงแรมต่างชาติที่เข้ามาสู่หัวหินมากขึ้น  เพราะไม่เพียงโปรดักซ์ที่ใหม่ แต่ยังโฟกัสจุดเด่นการดำเนินงานของดุสิตธานี หัวหิน ใน 4 เสาหลัก ได้แก่

 

ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

 

1. เซอร์วิส ที่เน้นให้บริการที่เกินความคาดหวังของลูกค้า

 

2. เวลเนส (กินดี อยู่ดี)

 

3. ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น อาทิ การนำจุดเด่นอย่างอาหารถิ่น เช่นผัดไทยเพชรบุรี เข้ามาไว้ในเมนู มีการจัดแพ็คเกจนำนักท่องเที่ยวออกไปท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรมในชุมชนเมืองเพชร 

 

4.การให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวที่มาพักกับดุสิตธานีจะรู้สึกคุ้มค่ากับเวลา ในการเดินทางพักผ่อน

 

 

การปรับโฉมใหม่ของโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ยังทำให้เราสามารถขายห้องพักในราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

 

ดุสิตธานี หัวหิน ปรับโฉมครั้งใหญ่ รุกตลาดใหม่ชูแบรนด์ไทยสู้ศึกอินเตอร์เชน

 

สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในปีนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากในปี63 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย อยู่ที่ 50%  ปี64 อยู่ที่30% ปีนี้ในช่วงม.ค.ตอนแรกอยู่ที่ 20-30% เดือนเม.ย.สงกรานต์ดีมาก ขยับมาอยู่ที่ 60% เมย.จนถึงมิ.ย.ขยับมาอยู่ที่ราว50-60%  ซึ่งถือว่าดีมากสำหรับโรงแรมที่มีขนาดห้องพักกว่า 300 ห้อง และตลอดทั้งปีนี้เฉลี่ยเราก็มองว่าน่าจะอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 60% และปีหน้า อยู่ที่ 65-70%

 

โดยโครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาล มีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มาก และล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้จองเราเที่ยวด้วยกันเฟส4 ส่วนขยายเพิ่มอีก1.5 ล้านคืน ก็ทำให้เกิดการจองที่พักเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ในช่วง5-6เดือนที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการเดินทางเที่ยวในประเทศของคนไทยมีส่วนสำคัญในการช่วยประคับประคองธุรกิจโรงแรม  และในขณะนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ เพราะแม้ไทยจะเปิดประเทศ แต่ก็ยังมีน้อยอยู่ ไม่น่าจะถึง20%

 

เนื่องจากหัวหินไม่มีเที่ยวบินตรงเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเอเย่นต์พยายามจะผลักดันให้มีเที่ยวบินจากฮ่องกง,อินเดีย,สิงคโปร์เข้ามายังสนามบินบ่อฝ้าย หัวหิน แต่ก็ยังไม่มีเข้ามา ขณะที่เที่ยวบินมาเลเซีย-หัวหิน ที่เคยบินอยู่เดิมตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ซึ่งผมมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวน่าจะมีการเดินทางเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.นี้ โดยเฉพาะยุโรป อินเดีย ส่วนจีนเราก็ยังรอความชัดเจนว่าจะเดินทางออกมาได้หรือไม่

 

ทั้งนี้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีความสำคัญในการเข้ามาเติมเต็มวันในช่วงวันธรรมดา เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะเข้าพักช่วงศุกร์-เสาร์  โดยวันเสาร์จะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยราว 80%

 

ดังนั้นกลยุทธในการทำตลาดของโรงแรม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในวันธรรมดา จะเน้นการเจาะกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เอกชน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ กลุ่มมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่จองผ่านเราเที่ยวด้วยกันให้เดินทางมาเข้าพักในวันธรรมดา ซึ่งก็มีโปรโมชั่นออกมาต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกันขณะนี้ก็มีอุปสรรคเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทางโรงแรมก็ลดอุปสรรคนี้ โดยการจัดโปรโมชั่น Drive, Stay and Save พัก 2 คืนก็จะได้รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 500 บาทหรือ1,000บาท แล้วแต่ประเภทของห้อง มาเสริมสวัสดิการและการสนับสนุนของภาครัฐอย่างเราเที่ยวด้วยกัน

 

รวมถึงเราจะมองหาความต้องการของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม(นิซ มาร์เก็ต) เพื่อนำเสนอความต้องการที่ลูกค้าต้องการจริงๆ กระตุ้นตลาดให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเรายังต้องพร้อมรับมือในการบริหารความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย เนื่องจากโควิดยังไม่จบนั่นเอง