
เครือสหพัฒน์ฯ เปิดตัวคาเฟ่กรีนเฮ้าส์อังกฤษ “ริชเชสเบเกอรี่”
ครือสหพัฒน์ฯ เปิดตัว ริชเชสเบเกอรี่ ร้านเบเกอรี่ อบสด ปราศจากไขมันทรานส์ ในคอนเซ็ป “เบเกอรี่ในสวนสไตล์อังกฤษ พร้อมใช้กลยุทธ์ ‘RICHESSE’s Key Strategies’ มัดใจลูกค้า 11 สาขาทั่วกรุง มั่นใจตั้งเป้ากวาดยอดขาย 30 ล้านบาทก่อนสิ้นปี
บริษัท เค้ก แอนด์ เบเกอรี่ จำกัด บริษัทในเครือของสหพัฒน์ฯ และเป็นผู้นำในการผลิตเค้ก และจำหน่ายเบเกอรี่ ที่มีคุณภาพมาตรฐานการผลิตระดับสูง เริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ภายใต้ชื่อ บริษัทไทยฟูจิยา (Thai Fujiya Co.Ltd) โดยการร่วมทุนกับบริษัทฟูจิยา ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเค้กและเบเกอรี่อันดับต้นของประเทศญี่ปุ่น
เพื่อทำการผลิตและจัดจำหน่ายเบเกอรี่ระดับมาตรฐานญี่ปุ่นเพื่อให้บริการผลิตสินค้าเค้กและเบเกอรี่ (OEM service) ให้แบรนด์ชั้นนำต่างๆ และร้านเบเกอรี่อื่นๆ อย่างกว้างขวาง ต่อมาในปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เค้กแอนด์เบเกอรี่ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 5 ตันต่อวัน และเปิดแบรนด์สินค้า “ริชเชส – Richesse” สู่ตลาดเมืองไทย
นางทิพาภรณ์ โชควัฒนา รองประธานกรรมการ บริษัท เค้ก แอนด์ เบเกอรี่ จำกัด เปิดเผยว่าร้านริชเชส เป็นร้านในกลุ่มของเครือสหพัฒน์ฯ ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรมากมาย จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาและสร้างมาตรฐานใหม่ของตลาดร้านเบเกอรี่ โดยเน้น 8 กลยุทธ์การตลาดสำคัญ คือ ‘RICHESSE’s Key Strategies’ นั่นคือ
R = Relationship คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและสร้างกิจกรรมที่ตรงใจ
I = Innovation การสร้างนวัตกรรมสินค้า พัฒนาหาสินค้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรือเมนูที่ดีและทันสมัย
C = Customer voice พร้อมฟังเสียงลูกค้า โดยมีการวิจัยตลาดเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าทุกๆ ไตรมาส
H = Health เน้นเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ ด้วยการผลิตสินค้าโดยยึดหลักคุณภาพต้องมาก่อนเสมอ (no trans fat)
E = English garden กับคอนเซ็ปเบเกอรี่ในสวนสไตล์อังกฤษ สร้างบรรยากาศควบคู่กับขนมที่อร่อย
S = Sharing การแบ่งปัน โดยการเปิดสอนการทำเบเกอรี่ต่างๆ เพื่อแบ่งปันความรู้แม่บ้าน & พ่อบ้านยุคใหม่
S = Social Platform เน้นเข้าถึงสื่อโซเชียลสำคัญทุกชนิด ปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้เข้าถึงสื่อแบบ new normal
E = Earth ไม่ลืมที่จะดูแลโลกใบนี้ในทุกๆ กิจกรรม ด้วยการเน้นการใช้ภาชนะที่ไม่สิ้นเปลือง และภาชนะ reuse อยู่เสมอ
นอกจากนี้ เรายังเสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อการสร้างแรงจูงใจ ซื้อเบเกอรี่ 4 แถม 1 ตลอดปี 2565 และ Breakfast Save ลด 10 บาทเมื่อซื้อ ชุดอาหารเช้า “เอ๊กแพนวิช + เครื่องดื่ม” และ Richesse Club เมื่อซื้อครบ 100 บาทสมัครเป็น member กับ Richesse club เพื่อสะสมแต้ม และส่วนลดในครั้งถัดไปอีกด้วย
ปัจจุบันริชเชสมีทั้งหมด 11 สาขา อันได้แก่ (1) สาขา ICC ซอยประดู่ 1 (2) สาขา เดอะมอลล์ท่าพระ (3) สาขา โลตัส บางแค (ชั้น 2 ตรงข้าม Homepro) (4) สาขาธนาคาร ธนชาต ถนนเพชรบุรี(5) สาขา โลตัสอ่อนนุช 80 (6) สาขา สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ (7) สาขา แพลตตินั่ม (ชั้น 1 ประตู 1) (8) สาขา เมกาบางนา (หน้า Big C) (9) สาขา Factory Outlet ศรีราชา (10) สาขา ILC บางนา กม.18 วัดศรีวารีน้อย และ (11) สาขา @first มาบุญครอง ซึ่งเรามั่นใจว่า จะสามารถเพิ่มยอดขายในร้าน Richesse ได้เป็น 2 เท่าในทุกๆ สาขารวมเป็น 30 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2566 อย่างแน่นอน
ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าตลาดสายหวานในบ้านเรามีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ทั้งนี้ มองว่าการแข่งขันทางการตลาดเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดเบเกอรี่ที่มีคุณภาพในตลาดเมืองไทย เพราะการผลิตเบเกอรี่สามารถทำได้ตั้งแต่แบบต้นทุนต่ำ ไปจนถึง แบบคุณภาพสูงด้วยต้นทุนสูง ทั้งนี้ การแข่งขันจะทำให้ผู้ผลิตทั้งหลายไม่สามารถทำธุรกิจต่อได้หากไม่ปรับปรุงเรื่องคุณภาพ ในที่สุดผลดีจะตกมาที่ผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายหลักในการทำการตลาดของเครือสหพัฒน์ฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอด”







