'แสนสิริ' เปิดตัว "เดอะสแตนดาร์ด" แบรนด์บูติกโฮเต็ล ตั้งเป้า 20 แห่งทั่วโลก ใน 5 ปี

06 พ.ย. 2561 เวลา 10:05 น. 548
'แสนสิริ' รุกบูติกโฮเต็ล หนุนโรงแรม The Standard สยายปีก 20 สาขาทั่วโลก ภายใน 5 ปี พร้อมเปิดตัว One Night แอพพลิเคชันจองโรงแรมขยายสู่เอเชียเป็นครั้งแรก

'แสนสิริ'
เปิดตัวโรงแรมเดอะสแตนดาร์ดและสแตนดาร์ด เรซิเดนซ์ ในประเทศไทย รวมถึง "วัน ไนท์" (One Night) แอพพลิเคชันจองโรงแรมวันเดียวกับการเข้าพัก ซึ่งเป็นการขยายการบริการสู่เอเซียเป็นครั้งแรกในไทย ด้วยมูลค่าการลงทุน 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,640 ล้านบาท เป็นผลจากกาการร่วมลงทุนของแสนสิริเมื่อปลายปีที่ผ่านมา


Standard Hotel, July 2009, Location: Manhattan, New York Architect: Polshek Partnership

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า นอกจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังเป็นสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจอื่นที่หลากหลาย และทั้ง 2 แบรนด์ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดเอเชีย โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายแห่งแรก The Standard เป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลที่สุดในธุรกิจบูติกโฮเต็ล ได้วางแผนขยายสาขาโรงแรมเพิ่มขึ้น 2 เท่าทั่วโลก หลังจากที่แสนสิริเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 35% ในบริษัทแม่ คิดเป็นมูลค่า 58 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 1,900 ล้านบาท

โดยมีเป้าหมายขยายสาขาสู่ตลาดใหม่ ๆ และได้ขยาย 10 สาขาทั่วโลก โดยมี 2 สาขา ที่ประเทศไทย ที่จะเปิดบริการเร็ว ๆ นี้ ส่วนแผน 5 ปี จะเปิดให้ครบ 20 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองและเมืองตากอากาศ อาทิ ลอนดอน ซึ่งจะเปิดในไตรมาส 1 ปี 2562 ตามด้วย ปารีส มิลาน เบอร์ลิน ลิสบอน ปราก แมดริด ชิคาโก ลาสเวกัส นิวออร์ลีนส์ แอตแลนต้า ดูไบ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน จาการ์ตา และบาหลี เป็นต้น


090861-1927-9-335x503

ด้าน มร.อามาร์ ลาลวานี ซีอีโอ สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การขยายแบรนด์ The Standard ในพื้นที่ใหม่ ๆ ทั่วโลก รวมทั้งไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักในโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ และสร้างสรรค์พื้นที่ให้มีความสอดคล้องกลมกลืนกับวัฒนธรรรมเฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ ผ่านการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการสร้างประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้กับผู้มาพักและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ และส่งทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 2 เท่า จากการเปิด The Standard สาขา High Line ซึ่งเป็นโรงแรมแฟล็กชิพของที่นิวยอร์ก

"สำหรับประเทศไทยมีแผนเปิดโรงแรม The Standard แห่งแรกที่ภูเก็ต นอกจากโรงแรมแล้ว ยังมี Standard Residences ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ความร่วมมือกับแสนสิริ ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ ทั้งในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นทำเลที่เหมาะสม เราจึงตัดสินใจเลือกกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคของเรา เพื่อดูแลการดำเนินธุรกิจทั้งหมดในแถบเอเชียและตะวันออกกลาง"

ปัจจุบัน The Standard มีโรงแรมทั้งหมด 6 แห่ง ห้องพักรวมกันกว่า 1,200 ห้อง (รวมโรงแรมแห่งใหม่ที่จะเปิดในลอนดอน) สามารถสร้างรายได้ปีละประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือ 6,600 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 85% มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต 121% โดยทุกสาขามีอัตราที่ใกล้เคียงกัน และยังมีสัดส่วนการจองห้องพักจากลูกค้าโดยตรงและการกลับมาใช้บริการซ้ำสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งช่วยสะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ ซึ่งโดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น


Main photo group shot - Sansiri The Standard OneNight (3)

ส่วน มร.จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง One Night กล่าวว่า "การเปิดตัวแอพพลิเคชัน One Night ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจสู่เอเชียเป็นครั้งแรก กรุงเทพฯ คือ เมืองที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเปี่ยมพลัง ในการทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ One Night แอพพลิเคชันจองโรงแรมในวันเดียวกับการเข้าพัก ที่มอบตัวเลือกโรงแรมอิสระชื่อดังและราคาที่ดีที่สุด

สำหรับ One Night ได้รวบรวมโรงแรมอิสระที่ดีที่สุด 16 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมอาคิระ สุขุมวิท, โรงแรมอาคิระ ทองหล่อ, แบงค็อก ริเวอร์ไซด์, ปาเฮ่า เกสต์เฮาส์ เยาวราช, โรงแรมคาโบชอง, โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ, ริว่าอรุณ, ริวา เซอร์ยา, เซี่ยงไฮ้แมนชั่น, เดอะสยาม, สยามแอทสยาม, โรงแรมสุโขทัย, โรงแรม เดอะ สุโกศล, 137 พิลล่าร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์, โรงแรมอำแดง, จอช โฮเทล และวันเดย์ โฮสเทล ลูกค้าแสนสิริสามารถรับสิทธิพิเศษสำหรับการจองโรงแรมในกรุงเทพมหานครผ่านแอพพลิเคชัน One Night ได้ระหว่างวันนี้ถึง วันที่ 30 พ.ย. 2561 ด้วยส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท สำหรับลูกค้า Sansiri Family และส่วนลด 1,500 บาท สำหรับลูกค้า Siri Priority

นอกเหนือจากกรุงเทพฯ ปัจจุบัน One Night ได้เปิดให้บริการแล้วในอีก 15 เมืองหลักในสหรัฐอเมริกาและลอนดอน ครอบคลุมโรงแรมอิสระกว่า 170 แห่ง และมีแผนขยายขอบข่ายให้ครอบคลุม 30 เมืองทั่วโลก รวมทั้งในเอเชียและยุโรป ภายในสิ้นปี 2563

e-book-1-503x62-7

แท็กที่เกี่ยวข้อง