
สงครามการค้าพ่นพิษ! "ถั่วเหลือง-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์-เครื่องสำอาง" ทะลักไทย
พาณิชย์สั่งจับตาสินค้าสหรัฐฯ-จีนทะลักไทยเพิ่ม! ผลพวงสงครามการค้าขึ้นภาษีตีกันนำเข้า หนังตัวอย่าง "ถั่วเหลือง เครื่องสำอาง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ยอดพุ่ง ทูตพาณิชย์จีน-มะกันชี้! มีได้-เสีย แต่ยังมั่นใจส่งออกไป 2 ตลาดใหญ่ ปี 62 ยังโต โชว์แผนดันสุดลิ่ม
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่มีต่อการค้าโลก ว่า ในแง่ของผลกระทบโดยรวมจะยังคงกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าโลกในวงกว้าง เกิดการระมัดระวังในการเพิ่มผลผลิตและการลงทุน และจะทำให้รูปแบบและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ส่งผลให้กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบต้องหาพันธมิตรและการลงทุนใหม่ ๆ
[caption id="attachment_333891" align="aligncenter" width="503"]
พิมพ์ชนก วอนขอพร[/caption]
สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบทางตรงในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากสหรัฐฯ มีการขึ้นภาษีสินค้าจากทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย เครื่องซักผ้า โซลาร์เซลล์ เหล็ก อะลูมิเนียม ส่วนสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นภาษี ในขณะที่ ผลกระทบทางอ้อม (ในเชิงลบ) มีสัญญาณของการระบายสินค้าที่ถูกใช้มาตรการมายังไทยเพิ่มขึ้นในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อาทิ ถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 50% จากจีนเพิ่มขึ้น 4%, เครื่องสำอางจากจีนเพิ่มขึ้น 50% จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18% และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากจีนเพิ่มขึ้น 125% และจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10% เป็นต้น
ทั้งนี้ แนวทางในการตั้งรับของไทยในเชิงรุกจากนี้ไป คือ การมองหาตลาดและคู่ค้าใหม่ ๆ การปรับกลยุทธ์และพัฒนาสินค้า แก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดทดแทน รวมถึงการดึงดูดจีนให้เข้ามาลงทุนในเขตอุตสาหกรรมไฮเทค เป็นต้น ส่วนเชิงรับ เช่น การเฝ้าระวังการทะลักเข้ามาของสินค้าจากประเทศต่าง ๆ การติดตามสถานการณ์การตั้งโรงงานและรับจ้างผลิตสินค้าของต่างประเทศในไทย เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมไปถึงการดูแลสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบและหามาตรการรองรับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ เป็นต้น
"ขณะนี้ เงินทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง กำลังหาที่ลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสของไทยในการดึงลงทุนในพื้นที่อีอีซี แต่ทั้งนี้ นักลงทุนเองก็มีความกังวลเรื่องเสถียรภาพของการเงินไทย ดังนั้น ทูตพาณิชย์จะเป็นตัวช่วยดึงความมั่นใจให้ต่างชาติให้มาลงทุนในไทย ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทาย"
นางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือ ทูตพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลกระทบสงครามทางการค้าต้องมองเป็น 2 มิติ คือ มิติด้านบวกส่งผลดีต่อสินค้าเกษตรของไทย เพราะหลังจากสหรัฐอเมริกาและจีนต่างมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปทดแทนสินค้าของอีกฝ่ายในตลาดสหรัฐฯ และจีนได้เพิ่มขึ้น ส่วนด้านการลงทุนนั้น มองว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ จะมีการย้ายหรือขยายฐานการผลิตมายังประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในโลเคชันที่เหมาะสม
ส่วนมิติด้านลบที่จะส่งผลกระทบต่อนั้น อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) วัตถุดิบให้กับจีนและสหรัฐฯ ที่นำไปผลิตสินค้าต่อ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เช่น ใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยมากขึ้น รวมไปถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนในเมืองรองมากขึ้น ซึ่งในส่วนของ สคต. จีนเองจะพยายามผลักดันให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
สำหรับภาพรวมการส่งออกของไทยไปจีนช่วง 8 เดือนแรก ปี 2561 มีมูลค่า 20,071 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทั้งปีนี้ตั้งเป้าการส่งออกไทยไปจีนจะขยายตัวที่ 8% มูลค่า 29,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าน่าจะทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนเป้าส่งออกไทยไปจีนในปี 2562 เบื้องต้น ตั้งไว้จะขยายตัวที่ 12% หรือมีมูลค่า 31,866 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแผนงานที่สำคัญจะขยายตลาดสู่เมืองรองให้มากขึ้น การเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ในสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย และขยายตลาดการค้าออนไลน์ให้มากขึ้น หลังจากที่ไทยมีความร่วมมือกับอาลีบาบากรุ๊ป
นายนพดล ทองมี ผู้อำนวยการ สคต. ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี แต่ช่วงไตรมาส 4 คำสั่งซื้ออาจจะลดลงบ้าง จากเป็นช่วงเทศกาลและมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 5.4% มูลค่า 18,292 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเป้าหมายทั้งปีนี้อยู่ที่ 6% คาดว่าน่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนเป้าหมายในปี 2562 ต้องรอเสนอ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะมาให้นโยบายทูตพาณิชย์ทั่วโลก ในวันที่ 18 ต.ค. นี้ก่อน แต่ทั้งนี้ คาดตัวเลขการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐฯ ในปี 2562 น่าจะใกล้เคียงกับปีนี้ คือ 5-6% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี
"ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ทำการค้ากับจีนค่อนข้างมาก สินค้าจีนค่อนข้างราคาถูกและสามารถสั่งได้ในปริมาณมาก แต่เวลานี้ จากสงครามการค้ามีการปรับขึ้นภาษีสินค้าจีน 10-25% ทำให้เริ่มมีการย้ายการสั่งซื้อสินค้าจากจีนมาไทย รวมถึงจากประเทศอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งสำรองของเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก"
สำหรับในปีหน้า สิ่งที่ไทยต้องระวัง คือ สหรัฐฯ กำลังมองว่า ใน 10 ประเทศแรกที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามาก แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ ดังนั้น สินค้าไทยที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อุตสาหกรรมหนัก เป็นต้น
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่มีต่อการค้าโลก ว่า ในแง่ของผลกระทบโดยรวมจะยังคงกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าโลกในวงกว้าง เกิดการระมัดระวังในการเพิ่มผลผลิตและการลงทุน และจะทำให้รูปแบบและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ส่งผลให้กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบต้องหาพันธมิตรและการลงทุนใหม่ ๆ
[caption id="attachment_333891" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบทางตรงในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากสหรัฐฯ มีการขึ้นภาษีสินค้าจากทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย เครื่องซักผ้า โซลาร์เซลล์ เหล็ก อะลูมิเนียม ส่วนสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นภาษี ในขณะที่ ผลกระทบทางอ้อม (ในเชิงลบ) มีสัญญาณของการระบายสินค้าที่ถูกใช้มาตรการมายังไทยเพิ่มขึ้นในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อาทิ ถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 50% จากจีนเพิ่มขึ้น 4%, เครื่องสำอางจากจีนเพิ่มขึ้น 50% จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18% และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากจีนเพิ่มขึ้น 125% และจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10% เป็นต้น
ทั้งนี้ แนวทางในการตั้งรับของไทยในเชิงรุกจากนี้ไป คือ การมองหาตลาดและคู่ค้าใหม่ ๆ การปรับกลยุทธ์และพัฒนาสินค้า แก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดทดแทน รวมถึงการดึงดูดจีนให้เข้ามาลงทุนในเขตอุตสาหกรรมไฮเทค เป็นต้น ส่วนเชิงรับ เช่น การเฝ้าระวังการทะลักเข้ามาของสินค้าจากประเทศต่าง ๆ การติดตามสถานการณ์การตั้งโรงงานและรับจ้างผลิตสินค้าของต่างประเทศในไทย เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมไปถึงการดูแลสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบและหามาตรการรองรับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ เป็นต้น
"ขณะนี้ เงินทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง กำลังหาที่ลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสของไทยในการดึงลงทุนในพื้นที่อีอีซี แต่ทั้งนี้ นักลงทุนเองก็มีความกังวลเรื่องเสถียรภาพของการเงินไทย ดังนั้น ทูตพาณิชย์จะเป็นตัวช่วยดึงความมั่นใจให้ต่างชาติให้มาลงทุนในไทย ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทาย"
นางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือ ทูตพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลกระทบสงครามทางการค้าต้องมองเป็น 2 มิติ คือ มิติด้านบวกส่งผลดีต่อสินค้าเกษตรของไทย เพราะหลังจากสหรัฐอเมริกาและจีนต่างมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปทดแทนสินค้าของอีกฝ่ายในตลาดสหรัฐฯ และจีนได้เพิ่มขึ้น ส่วนด้านการลงทุนนั้น มองว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ จะมีการย้ายหรือขยายฐานการผลิตมายังประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในโลเคชันที่เหมาะสม
ส่วนมิติด้านลบที่จะส่งผลกระทบต่อนั้น อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) วัตถุดิบให้กับจีนและสหรัฐฯ ที่นำไปผลิตสินค้าต่อ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เช่น ใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยมากขึ้น รวมไปถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนในเมืองรองมากขึ้น ซึ่งในส่วนของ สคต. จีนเองจะพยายามผลักดันให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
สำหรับภาพรวมการส่งออกของไทยไปจีนช่วง 8 เดือนแรก ปี 2561 มีมูลค่า 20,071 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทั้งปีนี้ตั้งเป้าการส่งออกไทยไปจีนจะขยายตัวที่ 8% มูลค่า 29,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าน่าจะทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนเป้าส่งออกไทยไปจีนในปี 2562 เบื้องต้น ตั้งไว้จะขยายตัวที่ 12% หรือมีมูลค่า 31,866 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแผนงานที่สำคัญจะขยายตลาดสู่เมืองรองให้มากขึ้น การเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ในสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย และขยายตลาดการค้าออนไลน์ให้มากขึ้น หลังจากที่ไทยมีความร่วมมือกับอาลีบาบากรุ๊ป
นายนพดล ทองมี ผู้อำนวยการ สคต. ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี แต่ช่วงไตรมาส 4 คำสั่งซื้ออาจจะลดลงบ้าง จากเป็นช่วงเทศกาลและมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 5.4% มูลค่า 18,292 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเป้าหมายทั้งปีนี้อยู่ที่ 6% คาดว่าน่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนเป้าหมายในปี 2562 ต้องรอเสนอ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะมาให้นโยบายทูตพาณิชย์ทั่วโลก ในวันที่ 18 ต.ค. นี้ก่อน แต่ทั้งนี้ คาดตัวเลขการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐฯ ในปี 2562 น่าจะใกล้เคียงกับปีนี้ คือ 5-6% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี
"ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ทำการค้ากับจีนค่อนข้างมาก สินค้าจีนค่อนข้างราคาถูกและสามารถสั่งได้ในปริมาณมาก แต่เวลานี้ จากสงครามการค้ามีการปรับขึ้นภาษีสินค้าจีน 10-25% ทำให้เริ่มมีการย้ายการสั่งซื้อสินค้าจากจีนมาไทย รวมถึงจากประเทศอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งสำรองของเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก"
สำหรับในปีหน้า สิ่งที่ไทยต้องระวัง คือ สหรัฐฯ กำลังมองว่า ใน 10 ประเทศแรกที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามาก แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ ดังนั้น สินค้าไทยที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อุตสาหกรรมหนัก เป็นต้น






