svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

เอกชนแห่ใช้สิทธิ "FTA-GSP" ทะลัก! ยอด 8 เดือน เฉียด 5 หมื่นล้านดอลล์

16 ตุลาคม 2561
พาณิชย์ เผย ยอดใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ทั้งเอฟทีเอและจีเอสพี ช่วง 8 เดือนแรก ปี 2561 พุ่ง 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โตขึ้นกว่า 19% เผย ในกรอบเอฟทีเอ อาเซียนนำโด่ง ตามด้วยจีน ออสเตรเลีย ส่วนการใช้สิทธิจีเอสพี ตลาดสหรัฐฯ ใช้สิทธิมากสุด คาดทั้งปียอดใช้สิทธิรวมทะลุ 7 หมื่นล้านดอลล์ เพิ่มขึ้น 10%

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ในช่วง 8 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) ว่า มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ รวมอยู่ที่ 49,891.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 19.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 74.64% ของการได้รับสิทธิทั้งหมด แบ่งเป็น การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเอ มูลค่า 46,721.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 19.77% หรือมีอัตราการใช้สิทธิ 75.91% และการส่งออกภายใต้จีเอสพี มูลค่า 3,169.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10.35% หรือมีอัตราการใช้สิทธิ 59.84%

 

[caption id="attachment_333518" align="aligncenter" width="503"] อดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดุลย์ โชตินิสากรณ์[/caption]

ทั้งนี้ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้จัดทำความตกลง FTA ทั้งสิ้น 12 ฉบับ และตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาเซียน (มูลค่า 17,853.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), 2) จีน (มูลค่า 11,890.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 6,260.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 4,998.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และ 5) อินเดีย (มูลค่า 2,990.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และเมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ พบว่า ตลาดนิวซีแลนด์เป็นเพียงตลาดเดียวที่มีอัตราการขยายตัวเป็นลบ ในขณะที่ ทุกตลาดที่เหลือมีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด คือ เปรู เพิ่ม 59.66% รองลงมา คือ จีน เพิ่ม 31.36% และอินเดีย เพิ่ม 25.07%


ธงอาเซียน

สำหรับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-ชิลี (104.30%), 2) ไทย-ออสเตรเลีย (91.93%), 3) อาเซียน-จีน (90.75%), 4) ไทย-ญี่ปุ่น (88.32%) และ 5) อาเซียน-เกาหลี (88.03%) และรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียน น้ำตาลจากอ้อย และน้ำมันปิโตรเลียม

นอกจากนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในช่วง 8 เดือน พบว่า ประเทศที่ไทยใช้สิทธิส่งออกในแง่ของมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) เวียดนาม (5,055.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), 2) อินโดนีเซีย (4,503.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และ 3) ฟิลิปปินส์ (3,791.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยน่าจับตาการส่งออกไปเมียนมา ที่มีอัตราการขยายตัวการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นกว่า 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์จากไทยกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเมียนมา ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างจำนวนมาก ในส่วนของอินโดนีเซีย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ส่งออกส่วนใหญ่ประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาด พบว่า อินโดนีเซียเพิ่งออกประกาศลดภาษีสินค้าตามพันธกรณีการค้าสินค้าภายใต้ความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่น ทำให้ผู้ส่งออกสามารถขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นได้แล้ว โดยผู้ส่งออกสามารถขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าฟอร์ม AJ เพื่อส่งออกไปยังอินโดนีเซีย รวมถึงสามารถนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียภายใต้ความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่น และนำมาสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าในไทยเพื่อส่งออกไปยังประเทศภาคีสมาชิกความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อขายผ่านนายหน้า หรือ ประเทศที่ 3 ทั้งในระบบ Third Country Invoicing และแบบ Back-to-Back ไปอินโดนีเซียได้ จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ผู้ส่งออกสามารถใช้ความได้เปรียบจากการได้สิทธิประโยชน์ทางการค้านี้ในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันได้อีกด้วย


รถยนต์

ส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้จีเอสพี ปัจจุบัน ไทยยังคงได้รับสิทธิจาก 5 ระบบ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราชนอร์เวย์ และญี่ปุ่น โดยในช่วง 8 เดือน มีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบจีเอสพีสหรัฐอเมริกามากที่สุด คือ ประมาณ 90% ของมูลค่าการใช้สิทธิจีเอสพีทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าการใช้สิทธิอยู่ที่ 2,858.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.56% หรือมีอัตราการใช้สิทธิ 68.46% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิจีเอสพี ซึ่งมีมูลค่า 4,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องดื่มอื่น ๆ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง และรถจักรยานยนต์


ถุงมือยาง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายยังมีความกังวลต่อเสถียรภาพนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ และความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่กรมฯ มั่นใจว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย โดยตลอดปี 2561 ได้ตั้งเป้าหมายอัตรการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ ไว้ที่ 9% คิดเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ประมาณ 70,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ ในช่วง 8 เดือน คิดเป็น 70.5% ของเป้าหมายมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ โดยเมื่อพิจารณาถึงมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการส่งออกของไทยที่มีการกระจายตัวในตลาดใหม่ ๆ และศักยภาพในการขยายตลาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งการปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กรมฯ จึงมั่นใจว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวมากกว่า 10% ตลอดทั้งปี

595959859