
‘เซ็ปเป้’เด้งรับเทรนด์สุขภาพ ทุ่มงบ400ล้านขยายไลน์ผลิต
เปิดแผน “เซ็ปเป้” ทุ่มกว่า 450 ล้านบาท เดินหน้าขยายไลน์การผลิต รุกอัดกิจกรรมออนไลน์-ออฟไลน์รับเทรนด์สุขภาพแรง เล็งเพิ่มทุน ALL COCO เป็น 51% เสริมศักยภาพการทำตลาดต่างประเทศ
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบรนด์ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้ง, โมกุ โมกุ, กาแฟเพียว เป็นต้น เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนทุ่มงบลงทุนกว่า 450 ล้านบาท ประกอบไปด้วย การลงทุนเครื่องจักร 150 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยในไตรมาส 2 นี้ จะเพิ่มกำลังการผลิต 20% โดยไลน์การผลิตใหม่นี้จะใช้รองรับออร์เดอร์สำหรับส่งออกไปยังประเทศเล็กๆ และช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้ ขณะที่อีก 300 ล้านบาทเป็นงบประมาณในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และส่งเสริมการขาย ทั้งในช่องทางโซเชียลมีเดีย และทั่วไป
[caption id="attachment_267764" align="aligncenter" width="503"]
ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE[/caption]
สำหรับแผนงานของบริษัทในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้านวัตกรรม เพื่อสุขภาพออกสู่ตลาดราว 10 รายการ จากปกติที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ 6-7 รายการต่อปี เพื่อรองรับการแข่งขันของตลาดเครื่องดื่มในประเทศที่รุนแรงมากขึ้น โดยในไตรมาส 2 เตรียมเปิดตัวสินค้าแคติกอรีใหม่เพื่อรองรับกลุ่มคนรักสุขภาพในชื่อ “BEAUTY JELLY” ออกมารุกตลาด และกลุ่ม “BEAUTY SNACK” ในไตรมาส 4 ขณะที่ในส่วนของการทำตลาดแบรนด์ “เพียว” ในปีนี้ได้เพิ่มงบประมาณการทำตลาดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ในการสร้างสรรค์กิจกรรม On Ground ไปยังกลุ่มเป้าหมายพร้อมกับเตรียมคลอดสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เพียวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ส่วนแบรนด์ โมกุ โมกุ จะให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการเป็นโกลบัลแบรนด์ในอนาคต
“ต้องยอมรับว่าตลาดเครื่องดื่มในประเทศแข่งขันรุนแรงมาก เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของราคาที่นิยมใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย โดยในส่วนของบริษัทเองมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมสินค้าออกมาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ามากกว่าการเล่นเรื่องราคาหรือไซซิ่ง
ขณะที่ในส่วนของภาษีนํ้าตาลนั้นบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสินค้าของบริษัทมีจำหน่ายในประเทศเพียง 35% โดยสัดส่วน 50% เป็นเครื่องดื่มบิวติ ดริ้ง ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนํ้าตาลอยู่แล้ว และมีเพียง 10-15% ที่มีผลกระทบจากภาษีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกหลักทำให้บริษัทไม่ได้มีการปรับเรื่องราคาหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับแต่อย่างใด”
ขณะที่แบรนด์ All Coco ภายหลังบริษัทได้เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 40% ด้วยเม็ดเงินกว่า 140 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 บริษัทมีแผนเพิ่มทุนเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 51% ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อรองรับการขยายช่องทางจำหน่ายในตลาดต่างประเทศให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นหลังจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง มีการเติบโตที่ 130% และมีรายได้ 350 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขา 13 แห่ง ทั้งสหรัฐอเมริกาและเกาหลี โดยปีนี้มีแผนขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 4 สาขาในต่างประเทศ ซึ่ง 2-3 แห่งเป็นสาขาในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตภายในประเทศ 5% และตลาดต่างประเทศเติบโต 10-15% โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้ 2,687 ล้านบาท แบ่งเป็นสัด ส่วนรายได้จากต่างประเทศ 65-70% และในประเทศ 35% นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง 15% ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ โดยภาพรวมตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ในปีที่ผ่านมามีการเติบโต 2-3% โดยกลุ่มสินค้าฟังก์ชันนัลดริง แคชวล (เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้ง,แมนซั่ม ฯลฯ) มีการเติบโต 5% จากมูลค่าตลาดรวม 1,800 ล้านบาท บิวติ ดริ้ง เป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่ง 28%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2561
นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบรนด์ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้ง, โมกุ โมกุ, กาแฟเพียว เป็นต้น เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนทุ่มงบลงทุนกว่า 450 ล้านบาท ประกอบไปด้วย การลงทุนเครื่องจักร 150 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยในไตรมาส 2 นี้ จะเพิ่มกำลังการผลิต 20% โดยไลน์การผลิตใหม่นี้จะใช้รองรับออร์เดอร์สำหรับส่งออกไปยังประเทศเล็กๆ และช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้ ขณะที่อีก 300 ล้านบาทเป็นงบประมาณในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และส่งเสริมการขาย ทั้งในช่องทางโซเชียลมีเดีย และทั่วไป
[caption id="attachment_267764" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับแผนงานของบริษัทในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้านวัตกรรม เพื่อสุขภาพออกสู่ตลาดราว 10 รายการ จากปกติที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ 6-7 รายการต่อปี เพื่อรองรับการแข่งขันของตลาดเครื่องดื่มในประเทศที่รุนแรงมากขึ้น โดยในไตรมาส 2 เตรียมเปิดตัวสินค้าแคติกอรีใหม่เพื่อรองรับกลุ่มคนรักสุขภาพในชื่อ “BEAUTY JELLY” ออกมารุกตลาด และกลุ่ม “BEAUTY SNACK” ในไตรมาส 4 ขณะที่ในส่วนของการทำตลาดแบรนด์ “เพียว” ในปีนี้ได้เพิ่มงบประมาณการทำตลาดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ในการสร้างสรรค์กิจกรรม On Ground ไปยังกลุ่มเป้าหมายพร้อมกับเตรียมคลอดสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เพียวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ส่วนแบรนด์ โมกุ โมกุ จะให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการเป็นโกลบัลแบรนด์ในอนาคต
“ต้องยอมรับว่าตลาดเครื่องดื่มในประเทศแข่งขันรุนแรงมาก เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของราคาที่นิยมใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย โดยในส่วนของบริษัทเองมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมสินค้าออกมาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ามากกว่าการเล่นเรื่องราคาหรือไซซิ่ง
ขณะที่ในส่วนของภาษีนํ้าตาลนั้นบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสินค้าของบริษัทมีจำหน่ายในประเทศเพียง 35% โดยสัดส่วน 50% เป็นเครื่องดื่มบิวติ ดริ้ง ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนํ้าตาลอยู่แล้ว และมีเพียง 10-15% ที่มีผลกระทบจากภาษีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกหลักทำให้บริษัทไม่ได้มีการปรับเรื่องราคาหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับแต่อย่างใด”
อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตภายในประเทศ 5% และตลาดต่างประเทศเติบโต 10-15% โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้ 2,687 ล้านบาท แบ่งเป็นสัด ส่วนรายได้จากต่างประเทศ 65-70% และในประเทศ 35% นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง 15% ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ โดยภาพรวมตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ในปีที่ผ่านมามีการเติบโต 2-3% โดยกลุ่มสินค้าฟังก์ชันนัลดริง แคชวล (เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้ง,แมนซั่ม ฯลฯ) มีการเติบโต 5% จากมูลค่าตลาดรวม 1,800 ล้านบาท บิวติ ดริ้ง เป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่ง 28%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2561






