มิตรผลเล็งผลเลิศ จับมืออินโดลงอีอีซี

15 พฤศจิกายน 2560
มิตรผลเล็ง 5ปี ผุดผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากอ้อยในอีอีซี พร้อมจับมือกับพันธมิตรในอินโดนีเซีย ขยายการลงทุนโรงงานนํ้าตาลนำมิตรผลโมเดิร์นฟาร์มต่อยอดตลาดใหม่

นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มมิตรผลเปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ทางบริษัทมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นโครงการที่ไม่ใหญ่ แต่จะเน้นการต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าจากอ้อยและนํ้าตาลที่บริษัทมีวัตถุดิบอยู่แล้ว ที่จะนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ฟาร์มาซูติคัลหรือยา ไบโอพลาสติกไซลิทอล โดยวางเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนได้ในช่วง 5 ปีนี้

[caption id="attachment_183003" align="aligncenter" width="503"] นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มมิตรผล นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มมิตรผล[/caption]

“ผลิตภัณฑ์จากอ้อยและนํ้าตาลบริษัทสามารถนำมาต่อยอดได้มากมายและยังมีผลพลอยได้ นำมาทำเป็นปุ๋ย หรือแม้แต่กากหม้อกรองที่เหลือจากการผลิตเอทานอลมาพัฒนาเป็นสารปรับปรุงดินกลับไปใช้ในไร่อ้อย และธุรกิจ Bio-Based ที่ต่อยอดส่วนที่เหลือจากกระบวนการผลิตอ้อยให้เป็นพลาสติกชีวภาพ อาหารเสริม เป็นต้น”

นายบันเทิง กล่าวอีกว่า ส่วนการลงทุนใหม่ๆ นอกจากโรงงานนํ้าตาล ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มเติมที่อำนาจเจริญ ขณะนี้บริษัท กำลังศึกษาการลงทุนที่อำเภอหนองบัวแดงและอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้มิตรผลมีใบอนุญาตเรียบร้อยแล้วหากมีการเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่นี่ ก็จะทำให้สามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเป็นการนำโรงงานไปสู่ชาวไร่อ้อยได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ มิตรผลยังมีแผนที่จะไปร่วมทุนกับพันธมิตรที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อลงทุนสร้างโรงงานนํ้าตาลและปลูกอ้อย ซึ่งผู้ร่วมทุนมีพื้นที่อยู่แล้วมิตรผลจะเข้าไปส่งเสริมการปลูกอ้อย การทำโมเดิร์นฟาร์ม เช่นเดียวกับที่เมืองไทย
ส่วนกำลังการผลิตนํ้าตาลของมิตรผล ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.1 แสนตันต่อปีและปีนี้จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น2.15 แสนตันต่อปีจากการหีบอ้อยทั้งหมด21ล้านตัน และหลังจากบริษัทใช้โมเดลการพัฒนาเกษตรกร ด้วยมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม เพื่อเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกอ้อยให้มากขึ้นทำให้มิตรผลสามารถกลับมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกนํ้าตาลอันดับ 4 ของโลกและอันดับ 1ในเอเชียอีกครั้ง โดยมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่70%และจำหน่ายในประเทศ 30% มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศประมาณ 20%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,313 วันที่ 12 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-34