thansettakij
thansettakij
“อนุทิน 2”ฉลุย ฝ่ายค้านกังขาความชื่อสัตย์สุจริต

“อนุทิน 2”ฉลุย ฝ่ายค้านกังขาความชื่อสัตย์สุจริต

19 มี.ค. 69 | 23:30 น.

“อนุทิน 2”ฉลุย ฝ่ายค้านกังขาความชื่อสัตย์สุจริต : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4185

KEY

POINTS

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง
  • พรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายตั้งข้อกังขาถึงคุณสมบัติของนายอนุทิน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต
  • ข้อกล่าวหาหลักที่ฝ่ายค้านหยิบยก คือ กรณีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่ง นายอนุทิน มีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569

293 เสียงโหวตหนุน“อนุทิน”

โดย นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้ที่ประชุมพิจารณา

ผลการโหวตเลือกนายกฯ ปรากฏว่า นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ คนที่ 32 สมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 293 เสียง ขณะที่ นายณัฐพงษ์ ได้ 119 คะแนน งดออกเสียง 86 เสียง จากองค์ประชุม 498 เสียง

ฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนนายอนุทิน มี 16 พรรค ประกอบด้วย ภูมิใจไทย เพื่อไทย ประชาชาติ พลังประชารัฐ เศรษฐกิจ ไทยสร้างไทย เพื่อชาติไทย รวมใจไทย รวมพลังประชาชน ไทยทรัพย์ทวี ทางเลือกใหม่ มิติใหม่ โอกาสใหม่ ประชาธิปไตยใหม่, ใหม่ และ รวมไทยสร้างชาติ 

 

พรรคฝ่ายค้าน มีเพียง พรรคประชาชน และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เท่านั้น ที่โหวตสนับสนุน นายณัฐพงษ์ เป็นนายกฯ 

                                     “อนุทิน 2”ฉลุย ฝ่ายค้านกังขาความชื่อสัตย์สุจริต
ส่วนพรรคฝ่ายค้านอื่น อย่าง ประชาธิปัตย์, กล้าธรรม, ไทยภักดี ต่างงดออกเสียง รวมถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช , นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และ 2 ต่างลงมติงดออกเสียงเช่นกัน 

ส่วนพรรคไทรวมพลัง จำนวน 6 เสียง แม้จะไม่ถูกเชิญร่วมเป็นรัฐบาล แต่ สส.ทั้ง 6 คน ต่างโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ
ในส่วนของ 2 แคนดิเดตนายกฯ คือ นายอนุทิน และ นายณัฐพงษ์ ลงมติงดออกเสียง

งูเห่าส้ม“สุริยา”โหวตให้อนุทิน

ทั้งนี้มีไฮไลต์สำคัญที่ทำให้คนทั้งสภาต้องตะลึง คือ ช่วงการขานชื่อลงคะแนน เมื่อ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 จากพรรคประชาชน ประกาศโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

อันถือเป็นการขัดต่อมติพรรค และนับเป็น "งูเห่าสีส้ม" รายแรกอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2569

อย่างไรก็ตาม สัญญาณการย้ายขั้วของ นายสุริยา มีมาให้เห็นตั้งแต่วันรายงานตัว สส. ที่เจ้าตัวเดินทางไปรับหนังสือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรายงานตัวต่อสภาเป็นคนแรกของพรรค เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ทั้งที่พรรคมีนัดหมายให้ไปพร้อมกันในวันที่ 9 มีนาคม

                                        “อนุทิน 2”ฉลุย ฝ่ายค้านกังขาความชื่อสัตย์สุจริต    

"อนุทิน"จะทำงานสุดความสามารถ

ก่อนหน้านั้น นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมสภาฯ ขอบคุณสมาชิกที่เสนอชื่อ เป็นนายกฯ พร้อมยืนยันว่า ไม่ว่า สส.จากพรรคใด หรือเสียงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯหรือไม่ แต่หัวใจของตน สส.ทุกท่านคือ ผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงทุกท่านมีความดังเท่ากัน และพร้อมที่จะรับคำแนะนำ คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะต่างๆไปปฏิบัติหากมีโอกาสได้ทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 

ขอยืนยันต่อ สส. และสมาชิกรัฐสภา ว่าจะเป็นนายกฯ ที่ทำงานร่วมกัน อย่างสุดความสามารถกับผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และพี่น้องประชาชน 

พร้อมจะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานในคราวเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ให้ยึดถือ ความถูกต้องและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมาย การปรึกษาหารือใดๆที่จะมีขึ้นในสภาแห่งนี้ จะได้ดำเนินการไปตามวิถีรัฐธรรมนูญและสัมฤทธิ์ผล เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

“ถึงแม้ว่าขณะนี้มีปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็มั่นใจว่าด้วยความร่วมมือของทุกท่าน รัฐบาลของตนจะทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป” 

กังขาความซื่อสัตย์สุจริตอนุทิน 

ก่อนการโหวต นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายโดยตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของ นายอนุทินว่า มีความเหมาะสมในการเป็นนายกฯ จริงหรือ?

“ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลกับสภาแห่งนี้ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างวิกฤติเรื่องน้ำมัน ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลรักษาการในปัจจุบัน มันเป็นตัวสะท้อนที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าวันนี้การบริหารบ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร” 

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า เราทุกคนรู้ว่าปัญหาเรื่องน้ำมันเถื่อนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นโครงสร้างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฝังรากลึกมาช้านาน ในอดีตเราอาจพบว่าโดยมากมีการนำเข้าน้ำมันอย่างผิดกฎหมาย เพื่อมาใช้ขายต่อในประเทศ

ตนกำลังกังขาในความซื่อสัตย์สุจริตของนายอนุทิน การที่เราจะพิจารณาคุณสมบัติว่าท่านใดเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เราไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำในอดีต หรือเราจะคิดไปข้างหน้า โดยประเมินว่าตัวเขาต้องซื่อสัตย์สุจริต

“ทั้งที่ในวันนี้ ท่านมีอำนาจ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านแถลงออกมาตลอดเวลาว่า น้ำมันพอ ต้นทางมีพอ แล้วมันหายไปไหน ถ้าไม่ใช่การทำนโยบายเชิงทุจริตแบบที่ผ่านมา และพี่น้องประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยความเคารพ สิ่งที่ผมกำลังอภิปราย คือการตั้งประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และสิ่งที่ผมกำลังโน้มน้าว คุณอนุทิน คุณขาดข้อนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน มีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันแน่นอน ดังนั้น การที่วิกฤติแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมัน คือ อาการที่แสดงให้เห็นว่า การทุจริตคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นเกิดขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลนี้ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ 

ดังนั้น สิ่งที่ตนต้องโน้มน้าว ถ้านายอนุทิน เป็นนายกฯ ต่อไป ตนเป็นห่วงจริงๆ ว่าอาจจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

เลือกตั้งสกปรกที่สุด

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่สอง เราผ่านการเลือกตั้งมา นี่คือการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดย นายอนุทิน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งนี้จัดได้อย่างไม่สุจริต 
ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบโต้ว่า ผู้แทนราษฎรที่เข้ามาที่นี้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เรามาด้วยเกียรติข้อบังคับเดียวกัน ถ้าสกปรกที่สุดก็เป็นทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเฉพาะผู้อภิปรายอยู่คนเดียว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ก่อนการเลือกตั้งถ้ามีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอรวมกันถึง 250 ตำแหน่ง นี่คือมาตรฐานที่ดีของการเมืองไทยจริงหรือ ที่ฝ่ายบริหารใช้อำนาจอย่างไรก็ได้โยกย้าย จนถูกวิจารณ์ ถ้าเป็นพรรคการเมืองอื่นบ้างทำแบบเดียวกัน ท่านจะยอมรับหรือไม่

งัด“ฮั้ว สว.”โยงความซื่อสัตย์

นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องที่สาม คือเรื่อง ฮั้ว สว. ต้องยอมรับความจริงว่าองค์กรอย่าง สว. เป็นองค์กรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกและตรวจสอบองค์กรอิสระ เอาความจริงมาคุยกันว่า เรื่องฮั้ว สว. ที่เขาว่ากันว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน ตกลงแล้ว นายอนุทิน ซึ่งก็เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ด้วยมันยังไม่ชัดเจนหรือ ว่า นายอนุทิน เป็นผู้ที่มีข้อครหาเรื่องความซื่อสัตย์มากที่สุด 

นายสนอง จึงประท้วงว่า ตอนนี้เป็นการสรรหาบุคคลที่เป็นนายกฯ  คดีต่างๆ มีการเข้าดำเนินการอยู่แล้ว หน้าที่ใครหน้าที่มัน ถ้าตนพูดถึงคดีของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อยู่ในศาลแล้ว 44 สส. 

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องฮั้ว สว. ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ท่านอาจจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าไปตามกระบวนการ ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถามง่ายๆ ท่านในฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ท่านไม่ต้องมีหน้าที่ในการรักษากฎหมายเลยใช่หรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายใช่หรือไม่

“อนุทิน”ติดชนักคดีฮั้ว สว.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวอภิปราย ถึงเหตุผลที่พรรค ปชป. ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับการเสนอชื่อ นายอนุทิน เป็นนายกฯ ว่า  ประเด็นหลัก เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) ซึ่งมีผลร้ายแรงถึงขั้นทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 

“หาก สว.ขาดความเป็นกลางทางการเมืองและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง จะส่งผลให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลางและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้ นายอนุทิน ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหา ในการดำเนินการของ 2หน่วยงานหลักคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของ กกต.ที่ตั้งคณะอนุฯ ชุดที่ 26 และได้มีความเห็นว่า นายอนุทิน และผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจคือ การที่ กกต.ได้ตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้

โดยเฉพาะการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ได้ถูกฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตแล้ว และแม้จะมีข่าวว่า อนุฯ ชุดที่ 36 อาจจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายยังคงอยู่ที่ กกต. ส่วนคดีของดีเอสไอ อัยการได้ส่งสำนวนคืนกลับมายังดีเอสไอเมื่อต้นปี เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน อัยการเห็นว่า ต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคล หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ 

“การที่บุคคลซึ่งมีคดีค้างเช่นนี้มาดำรงตำแหน่งนายกฯ จะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของพี่น้องประชาชน กระทบความเชื่อมั่นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความสามารถในการหาบุคคลที่เหมาะสมกว่า” นายอภิสิทธิ์ ระบุ