
ธรรมะการเมือง
ธรรมะการเมือง คอลัมน์ ทำมาธรรมะ โดย ราชรามัญ
KEY
POINTS
- การเป็นเมืองพุทธที่แท้จริงควรมีปัญญานำควบคู่จารีตประเพณี เน้นให้ศาสนาไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่ต้องมีการใช้สติปัญญาและธรรมะในการดำเนินชีวิตและสังคม โดยเฉพาะในด้านการเมืองและการบริหารบ้านเมือง
- ประชาธิปไตยที่แท้จริงควรมุ่งที่ผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงให้ประชาชนเป็นใหญ่ในรูปแบบ แต่ต้องมีธรรมะและคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อให้การเมืองนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญของแผ่นดิน
ประเทศไทย... เป็นเมืองพุทธ แต่ทว่ากลายเป็นพุทธที่เน้นจารีตประเพณีมากกว่าปัญญา ถ้าเราเน้น "ปัญญานำ" ควบคู่กับจารีตประเพณีและความงดงามแห่งพุทธศาสนา ความเป็นเมืองพุทธย่อมสมบูรณ์แบบ
การไปเน้น "ทำบุญ"...
หลวงพ่อชา สุภัทโท อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเคยปรารภว่า
โจรก็ทำบุญได้
ละม้ายคล้ายว่า การไปปล้นไปโกง แล้วเอาเงินเหล่านั้นมาทำบุญ คนไม่รู้ก็ว่าเป็นคนดี
โดยนัยยะของหลวงพ่อชา ท่านน่าจะหมายถึงเช่นนี้
บางครั้งเราเห็นนักการเมืองทำบุญด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นคนดีเสมอไป อาจมีอะไรแอบแฝง อย่างน้อยก็คือ “ที่มาของเงิน”
นักการเมืองบางกลุ่ม ชอบพูดเสมอว่า
ประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่
แล้วก็ตีปี๊บเชียร์คำพูดนี้ กรอกหูประชาชนทุกวัน จนเชื่อกันสนิทใจ
แต่เมื่อหลายสิบปีก่อน มีพระบ้านนอกในเขตแดนด้ามขวานรูปหนึ่ง แต่มากด้วยปัญญา
ท่านให้ความเห็นในด้านการเมืองว่า:
ประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่
เป็นคำที่เคลียร์ ชัด คม และสำคัญที่สุด—เป็น "ความจริง" อย่างยิ่ง
พระบ้านนอกรูปนี้ได้รับรางวัลยูเนสโกจากผลงานการเผยแผ่ธรรม ท่านคือ
หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ
สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยนัยยะ ท่านคงหมายความว่า หาก "ประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นใหญ่" แล้วถ้าประชาชนนั้นเป็นคนทุศีล คนไม่ดี ไม่มีธรรม ประชาธิปไตยของดินแดนนั้นจะเป็นอย่างไร?
คงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ความเอาเปรียบ การชิงดีชิงเด่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน อย่างที่เห็นในข่าวปัจจุบัน
ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นรัฐมนตรี มีกี่มือยกสนับสนุน?
มือนั้นคือมือของผู้แทนฯ ที่ประชาชนเลือกมา
แต่ถ้าเขาเหล่านั้นไม่มีธรรม รัฐบาลนั้นจะเป็นอย่างไร?
แต่ถ้า "ประชาธิปไตย" หมายถึง "ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่" ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยจะเปลี่ยนไปอย่างมาก ทุกภาคส่วนจะปลุกสำนึกว่า "ผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้นที่เป็นใหญ่"
จะทำอะไรก็ตาม ต้องคำนึงว่า "ประชาชนได้ประโยชน์อะไร?"
ไม่ใช่ถามว่า "นักการเมืองจะได้อะไร?"
นี่คือการเข้าใจธรรมะด้วย "ปัญญานำ" มากกว่าการใช้ระบบความเชื่อและจารีตประเพณีเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ถ้าคนในเมืองมีธรรมะจริง ๆ การทำงานด้านการเมือง ย่อมมองเห็นผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าของตนเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้จริง ประเทศไทยจะมีความเจริญรุ่งเรือง และผาสุกยิ่งกว่าที่เป็นอยู่
การทำงานการเมืองแบบชิงดีชิงเด่น เห็นบ้านเมืองเป็นเกมสนุกเพื่อแบ่งผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้อง
นักการเมืองแบบนี้ หากมีอยู่ในแผ่นดินไหน แผ่นดินนั้นย่อมเสื่อม และอย่าได้หวังความสงบสุขใด ๆ
บนโลกนี้ พระท่านว่า สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนไปมีอยู่ 2 อย่าง คือ
"อำนาจ" และ "เงิน"
เพราะคนเมื่อมีอำนาจมาก และมีเงินมาก มักจะเป็นเช่นนี้:
- จุดเดือดต่ำ – โกรธง่าย
- น้ำในหูไม่เท่ากัน – ไม่ได้ยินคำท้วงติง
- เอาแต่ใจ – ไม่ยึดเหตุผล
- พูดในสิ่งที่ไม่ได้ทำ – และทำในสิ่งที่ไม่ได้พูด
ดังนั้น ถ้าคนมีธรรมะได้ทำงานการเมือง จะเป็นกุศลแก่ตนเอง และแผ่นดินนั้นได้อย่างมาก
หวังใจว่า คงจะมีสักวาระหนึ่ง ที่เห็นกลุ่มคนมีธรรมะจริง ๆ รวมตัวเสียสละทำงานการเมือง โดยยึดเอา "ผลประโยชน์ของประชาชนในชาติเป็นหลัก" จริง ๆ เสียที







