
มหันตภัย นิ้วล็อค
มหันตภัย นิ้วล็อค คอลัมน์ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พอบทความที่ผมเขียนเรื่องนิ้วล็อค ได้โพสต์ลงไปในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ปรากฏว่ามีเพื่อนๆ หลายราย ได้ส่งข้อความมาให้ความเห็นต่างๆ นาๆ ซึ่งทุกท่านที่ส่งข้อความมา ล้วนมีประสบการณ์เป็นโรคนิ้วล็อคกันแทบทุกคน จะเห็นว่าโรคนี้เป็นโรคยอดนิยม ของผู้สูงอายุจริงๆ
แรกเลยผมยังเข้าใจว่า น่าจะมีแต่กลุ่มผู้สูงวัยที่เป็นสุภาพสตรีเท่านั้น แต่ที่ไหนได้ไม่ใช่เสียแล้ว ถ้าดูจากข้อความที่ส่งให้ผม ก็มีเพื่อนที่เป็นสุภาพบุรุษก็มิใช่น้อยเลยทีเดียวครับ วันนี้ผมจึงขออนุญาตเขียนต่ออีกสักอาทิตย์ เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหานะครับ
ที่ท่านส่งข้อความมาให้ จะมีทั้งเล่าถึงอาการป่วยของท่าน การดูแลรักษาของท่าน หรือแม้กระทั่งวิธีการลดความเจ็บปวด และรายนามของนายแพทย์ผู้ชำนาญการเกี่ยวกับโรคนิ้วล็อคนี้ก็มีครับ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
พูดถึงอาการนิ้วล็อค มักจะมาควบคู่กับโรคเบาหวานเสมอ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถเป็นโรคนิ้วล็อคมากถึง 4 เท่าของคนที่ปกติ แถมร้อยละ 4 นั้นเป็นมากกว่าหนึ่งนิ้วขึ้นไป นอกจากคนที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ยังพบในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคไต โรคของต่อมไทรอยด์ และโรคในกลุ่มรูมาตอยด์ อาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนิ้วล็อคได้ อีกทั้งโรคนิ้วล็อค ยังสามารถเกิดจากโรคประจำตัวอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นภยันตรายที่จะตามมา ต่อผู้สูงอายุที่มีอาการของโรคนิ้วล็อค จึงมีมากกว่าที่คนทั่วไปคิดเสมอ ใครก็ตามที่เกิดเป็นโรคนี้แล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง คือการเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จากแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้านเท่านั้น ไม่ควรคิดว่า “ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็หาย” เพราะถ้าอาการเกิดลุกลามขึ้นมา คงต้องเข้ารับการผ่าตัด ก็จะเจ็บตัวเปล่าๆ นะครับ
อีกวิธีหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมของการรักษาโรคนิ้วล็อคในต่างประเทศ ก็คือการใส่เฝือกเพื่อเป็นการรักษา ผมได้อ่านพบบทวิจัยฉบับหนึ่ง ในนิตยสาร Journal of Hand Therapy เรื่อง ประสิทธิผลของการใส่เฝือกเพื่อรักษานิ้วล็อค (Effectiveness of Splinting for the Treatment of Trigger Finger) ซึ่งมีการทำวิจัยเรื่องนี้โดยนักวิจัยชาวแคนาดา ที่เขามีการศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินประสิทธิภาพของเฝือกเทอร์โมพลาสติก แบบกำหนดเองที่ออกแบบมา
เพื่อจำกัดการงอของข้อต่อของนิ้วมือ Metacarpophalangeal (MCP) เพื่อเป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคนิ้วล็อค โดยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 28 คน ใช้การเปรียบเทียบแบบก่อนและหลังการใช้เฝือกดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้รับ ก็เป็นที่น่าเชื่อได้ว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการรักษาโรคนิ้วล็อคนี้ครับ
อย่างไรก็ตาม ตามที่ท่านผู้อ่านบางท่าน ได้ให้คำแนะนำผมมาว่า หมอพื้นบ้าน(ขออนุญาตไม่เอ่ยชัดเจนนะครับ)ที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ มีวิธีการรักษาด้วยวิธีการแบบนั้นแบบนี้ ด้วยความเคารพและขอบพระคุณในความปรารถนาดีของท่าน โดยส่วนตัวผมเอง ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อท่านหรือไม่เชื่อภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านนะครับ ผมเชื่อว่าหมอพื้นบ้านก็มีประโยชน์และความสามารถครับ แต่ผมก็คิดว่าในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ ถ้าหากอาการยังไม่หนักหนามาก ท่านก็สามารถใช้แพทย์ทางเลือกในการรักษาได้
เช่น การใช้วิธีนวดคลึงด้วยยาแผนไทยนานาชนิด ที่หมอพื้นบ้านมีขายอยู่ แต่ถ้ามีอาการที่น่าเป็นห่วง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ หรือโรครูมาตอยด์ เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อคมากกว่าคนปกติทั่วไปอยู่แล้ว การให้แพทย์แผนปัจจุบันในการรักษา ก็น่าจะได้ผลดีกว่าการใช้แพทย์ทางเลือกนะครับ เพราะผมเชื่อว่า แพทย์แผนปัจจุบันเขามีการใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายกว่า มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าครับ
ในปัจจุบันนี้ ก็อย่างเช่นที่เคยเล่าและพูดถึงมาตลอดว่า ทางด้านวิทยาการทางการแพทย์ ได้มีความก้าวหน้ามากแล้ว แต่บางครั้งเราเองก็จำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง ด้วยการระมัดระวังตัว โดยการไม่หิ้วของหนักเกินไปด้วยการใช้นิ้วมือไปเกาะเกี่ยวสิ่งของ หรือถุงที่ใส่สิ่งของนั้นเป็นเวลานานๆ
หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ จำเป็นที่จะต้องหิ้ว ก็ควรให้น้ำหนักสิ่งของนั้นตกที่ฝ่ามือ อาจใช้วิธีการอุ้มประคองหรือรถลากแทนการหิ้ว เพื่อลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ หรือถ้าหากเราจะทำการฝีมือที่ต้องใช้มือในการจับเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับเครื่องมือนั้น ให้มันนุ่มขึ้น ถ้าหากสามารถทำขนาดด้ามจับ ให้เหมาะแก่การใช้งาน ก็น่าจะดีกว่านะครับ
อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยผ่อนเบาการเกิดโรคนิ้วล็อคได้ คือ ถ้าหากต้องทำงานที่ต้องใช้นิ้วมืออย่างต่อเนื่องนานๆ ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการเมื่อยนิ้วมือ หรือนิ้วมือปวดระบมได้ ก็ควรจะต้องพักมือเป็นระยะๆบ้าง ถ้าจะใช้วิธีการขยับๆ นิ้วมือ เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อของนิ้วมือบ้าง ก็จะช่วยได้เช่นกันครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองสมัยเด็กๆ ก็ชอบทำเช่นกัน คือการดีดนิ้วมือเล่น หรือหักนิ้วมือตนเอง พอมีเสียงดังเปราะ ก็มีความรู้สึกว่าคลายหายเมื่อย นั่นก็ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบโดยใช่เหตุ พอเราแก่ตัวมา โอกาสที่จะเป็นโรคนิ้วล็อค ก็จะเกิดขึ้นได้ครับ ที่กล่าวมาทั้งหลายนี้ เราควรให้ความรู้แก่ลูกหลานของเรา ว่าอย่าได้ริทำเป็นอันขาด ถ้าไม่อยากเป็นโรคนิ้วล็อค แล้วมีอาการเจ็บปวด หรือต้องถึงกับต้องเอามือไปรับมีดหมอนะ.....จะบอกให้!!!







