thansettakij
thansettakij
7 วิธีตรวจเช็ก “โรคหัวใจ”

7 วิธีตรวจเช็ก “โรคหัวใจ”

30 ก.ย. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ต.ค. 69 | 02:56 น.

7 วิธีตรวจเช็ก “โรคหัวใจ” สาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทย ซึ่งการตรวจเช็คโรคหัวใจต้องเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“โรคหัวใจ” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนทั่วโลกจึงได้รับการพัฒนาวิธีการตรวจรักษาให้มีความแม่นยำ ซึ่งการตรวจหัวใจแต่ละแบบเหมาะกับใคร และมีข้อดีอย่างไรบ้าง

7 วิธีตรวจเช็ก “โรคหัวใจ”

1. การตรวจหาและรักษาปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors Screening) เป็นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลและไขมัน และวัดความดันโลหิต เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดแล้วหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ซึ่งข้อดีเป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่าย มีความคุ้มค่า และช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ

2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : ECG) เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าของหัวใจด้วยการติดแผ่นรับสัญญาณบริเวณหน้าอก แขนและขา แสดงออกมาเป็นเส้นกราฟ เหมาะกับผู้ที่มีอาการใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ ใจเต้นไม่ตรงจังหวะ ข้อดี คือตรวจได้ง่าย รู้ผลทันที สามารถบอกความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจได้ดี รวมถึงยังสามารถบอกถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด

3. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography : Echo) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (คลื่นอัลตราซาวนด์) ตรวจบริเวณหน้าอกเพื่อประเมินการทำงานหัวใจ (คล้ายการอัลตราซาวนด์ทารกในหญิงตั้งครรภ์) เหมาะกับผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ข้อดีคือสามารถแสดงให้เห็นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การเปิดปิดของลิ้นหัวใจได้ชัดเจน

4. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกแรงด้วยการวิ่งสายพาน (Treadmill Exercise Stress Test : EST) เป็นการตรวจประเมินอาการและการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ผู้ป่วยเดินหรือวิ่งบนสายพานที่มีการเพิ่มความเร็วและความชันเป็นระยะ เหมาะกับผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอกหรือความผิดปกติอื่นขณะออกแรง ข้อดีคือสามารถตรวจหาอาการที่อาจตรวจไม่พบขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพัก เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงสามารถประเมินสมรรถภาพหรือความสามารถในการออกแรงของผู้ป่วยได้

7 วิธีตรวจเช็ก “โรคหัวใจ”

5. การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Coronary CT angiography : CCTA) เป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ร่วมกับการฉีดสารทึบแสงเพื่อประเมินหลอดเลือดหัวใจ เหมาะกับผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบที่อาการคงตัว เช่น มีอาการเฉพาะเวลาออกแรง ข้อดีคือ สามารถประเมินการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้โดยไม่ต้องสวนหัวใจ รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติอื่นของหลอดเลือดหัวใจ เช่น การเจริญผิดที่ของหลอดเลือดหัวใจ

6. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายใต้ภาวะกระตุ้น (Stress Cardiac MRI) เป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเครื่อง MRI พร้อมกับการให้ยากระตุ้นหัวใจ เหมาะกับผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรือมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรง

ข้อดีคือ ไม่ใช้รังสี สามารถประเมินกล้ามเนื้อหัวใจได้ชัดเจนที่สุด สามารถตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สมควรได้รับการรักษาด้วยการสวนหัวใจ รวมถึงสามารถประเมินได้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจมีการบาดเจ็บมาก (non-viable) จนไม่มีความคุ้มค่าในการรับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจและวางขดลวดหรือไม่

7. การตรวจคราบหินปูนบริเวณหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Coronary Calcium Scan) เป็นการตรวจหาหินปูนที่สะสมบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่อง CT Scan เหมาะกับผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงที่มีความเสี่ยงปานกลางและยังไม่มั่นใจว่าจำเป็นต้องกินยาลดไขมันหรือไม่

หรือผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ข้อดีคือสามารถให้ข้อมูลในการตัดสินใจเริ่มยาลดไขมัน รวมถึงกำหนดเป้าหมายระดับไขมันในเลือดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น (แต่ไม่สามารถบอกความรุนแรงของการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้)

ทำไมต้อง “ฉีดสีสวนหัวใจ”(Coronary Angiography)

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลัน เช่น มีอาการเจ็บหน้าอกขณะพัก อาการเจ็บหน้าอกไม่ทุเลาลงหลังจากรับประทานยา หรือตรวจเลือดพบหลักฐานของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย แพทย์อาจพิจารณาส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม

เพื่อทำการฉีดสีสวนหัวใจด้วยการใส่อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหลอดยาว (Catheter) เข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ ย้อนขึ้นไปยังหลอดเลือดหัวใจและฉีดสารทึบสีประเมินการตันของหลอดเลือด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันและอาจพิจารณาให้การรักษาต่อเนื่องด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ และใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดตามความเหมาะสม

 

ที่มา : ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช