
รู้จัก “ไซยาไนด์” สารเคมีที่มีพิษร้ายแรง พร้อมวิธีปฐมพยาบาล
รู้จัก “ไซยาไนด์” สารเคมีที่มีพิษร้ายแรง พร้อมวิธีปฐมพยาบาล : Tricks for Life
“ไซยาไนด์” เป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรง สามารถออกฤทธิ์ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาทีขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของสารที่ร่างกายได้รับเข้าไป สาเหตุหลักมาจาก สารพิษชนิดนี้จะไปทำปฏิกิริยายับยั้งเซลล์ในร่างกายไม่ให้สามารถใช้ออกซิเจนได้ ส่งผลให้เซลล์ไม่สามารถผลิตสาร ATP ที่ให้พลังงานได้เพียงพอและเสียชีวิตในที่สุด
ทำความรู้จัก “ไซยาไนด์” (Cyanide)
เพราะเมื่อ “ไซยาไนด์” เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดนผิวหนัง การสูดดมเข้าสู่ทางเดินหายใจ และการรับประทานเข้าสู่กระเพาะอาหาร ความผิดปกติทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากการได้รับสารพิษไซยาไนด์นั้นจึงมีหลากหลาย เช่น ระคายเคืองผิวหนัง ผื่นแดง บวมน้ำ รู้สึกมึนงง เวียนศีรษะ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำผิดปกติ ลมชัก หมดสติ อาเจียน ไตล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ และ หัวใจหยุดเต้น
“ไซยาไนด์” พบได้ใกล้ตัว
หลายคนอาจคิดว่า “ไซยาไนด์” เป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไซยาไนด์วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นในเมล็ดแอปเปิ้ล แอปริคอต พีช ลูกแพร และถั่วอัลมอนด์รสขม ไซยาไนด์ยังสามารถพบได้ในหัวและใบของมันสำปะหลังและหน่อไม้
ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเมล็ดของผลไม้ประเภทนี้ รวมถึงมันสำปะหลังหรือหน่อไม้ดิบโดยเด็ดขาด และควรที่จะกำจัดไซยาไนด์ด้วยวิธีการง่าย ๆ อย่างการต้มและการปรุงสุก นอกจากนี้ ไซยาไนด์ยังเป็นสารที่สามารถพบได้ในบุหรี่ งานวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วระดับของไซยาไนด์ในเลือดของผู้ที่สูบบุหรี่นั้นมีค่าสูงกว่าคนไม่สูบถึง 2.5 เท่า
อาการของผู้ที่ได้รับ “ไซยาไนด์”
ผู้ที่ได้รับ “ไซยาไนด์” ขึ้นอยู่กับบริเวณที่สัมผัสกับสารพิษ และความปริมาณของสารพิษที่ได้รับ ซึ่งจะเกิดอาการต่างๆ ดังนี้
- ระคายผิวหนัง
- ผื่นแดง
- บวมน้ำ
- มึนงง
- คลื่นไส้
- กระวนกระวาย
- การรับรสผิดปกติ
- เวียนศีรษะ
- ความดันโลหิตสูง
- ความดันโลหิตต่ำ
- ลมชัก
- หมดสติ
- อาเจียน
- ไตล้มเหลว
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หัวใจหยุดเต้น
อย่างไรก็ดี อาการของผู้ได้รับ “ไซยาไนด์” ในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ได้สารพิษจะมีอาการปวดหัว การรับรสผิดปกติ อาเจียน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง และกระวนกระวาย การสูญเสียการมองเห็นโดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ การสะสมของสารไซยาไนด์จากการรับประทานพืชบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มันสำปะหลัง ทำให้มีอาการชา สูญเสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยิน ประสาทตาฝ่อ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานวิตามิน B12
วิธีการป้องกันพิษ “ไซยาไนด์”
- หลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดของผลไม้ เช่น เมล็ดแอปเปิ้ล แอปริคอต พีช ลูกแพร และถั่วอัลมอนด์รสขม
- หากรับประทานมันสำปะหลัง หรือหน่อไม้ ควรปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน
- ในกรณีเกิดเพลิงไหม้ ให้ก้มต่ำ ใช้ผ้าปิดจมูก และคลานเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมควันไฟที่มีส่วนผสมของสารพิษไซยาไนด์
วิธีการปฐมพยาบาลผู้ได้รับไซยาไนด์
ผู้สัมผัสกับไซยาไนด์ทางผิวหนัง
- หากสัมผัสไซยาไนด์กับผิวหนัง ให้รีบล้างผิวบริเวณที่สัมผัสกับไซยาไนด์ด้วยสบู่และน้ำทันที โดยให้น้ำไหลผ่านผิวหนัง อย่างน้อย 15 นาที ทั้งนี้ผู้ที่ทำการช่วยเหลือควรป้องกันตนเองโดยการสวมชุดและหน้ากากป้องกัน และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
- หากไซยาไนด์หกรดลงบนเสื้อผ้า ให้รีบถอดเสื้อผ้าออกโดยเร็ว หรือใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าส่วนนั้นออกเพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง
ผู้สัมผัสไซยาไนด์ทางดวงตา
- เมื่อไซยาไนด์สัมผัสกับดวงตา ให้ล้างตาด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านดวงตาอย่างน้อย 15-20 นาที และห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด หากใส่คอนแทคเลนส์ ให้ใช้มือสะอาดถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนล้างดวงตา และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
- ผู้ได้รับไซยาไนด์ผ่านการสูดดม หรือผ่านการรับประทานอาหาร
- โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
- ให้รีบย้ายร่างของผู้ป่วยมาในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ภายนอกอาคาร หรือใกล้กับหน้าต่าง
- ห้ามให้น้ำหรืออาหารแก่ผู้ป่วยโดยเด็ดขาด
- หากผู้ป่วยหมดสติหรือไม่หายใจ ให้ทำ CPR หรือการนวดหัวใจกู้ชีพโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ผู้กู้ชีพไม่ควรทำการผายปอด หรือเป่าปากโดยเด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับไซยาไนด์
- ระหว่างรอการช่วยเหลือทางการแพทย์ ให้ทำการกู้ชีพอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูล และอาการของผู้ป่วยให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
เนื่องจาก “ไซยาไนด์” เป็นสารเคมีที่มีพิษรุนแรง เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ โอกาสในการสัมผัสกับไซยาไนด์นั้นมีอยู่หลายช่องทาง เนื่องจากสารพิษชนิดนี้ปะปนอยู่ในอาหาร ในขั้นตอนการผลิตของใช้ในชีวิตประจำวัน และในควันไฟเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ดังนั้น การรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง และการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด สามารถเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลเมดพาร์ค






