thansettakij
thansettakij
กมธ.ฟอกเงินเรียก "Webull" ชี้แจงปม KYC ซีอีโอบริษัท พร้อมเปิดข้อมูล

กมธ.ฟอกเงินเรียก "Webull" ชี้แจงปม KYC ซีอีโอบริษัท พร้อมเปิดข้อมูล

06 มิ.ย. 69 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :06 มิ.ย. 69 | 05:44 น.

คณะกรรมาธิการป้องกันฯ นัด 11 มิ.ย.นี้ หลัง "วีบูลล์ ไทยแลนด์" ถูกพาดพิงเป็นช่องทางฟอกเงิน ด้านซีอีโอ พร้อมเปิดข้อมูล ยืนยันดำเนินธุรกิจเป็นไปตามเกณฑ์ ก.ล.ต. พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เข้มงวดกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

KEY

POINTS

  • กมธ. ปราบปรามการฟอกเงินฯ เรียกซีอีโอ Webull เข้าชี้แจงข้อมูล หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่าแพลตฟอร์มถูกใช้เป็นช่องทางเปิดบัญชีม้าและฟอกเงิน
  • Webull ยอมรับว่าเคยตรวจพบบัญชีม้าประมาณ 40-50 บัญชีในระบบ และสันนิษฐานว่ามิจฉาชีพเลือกใช้บริการเพราะมีระบบถอนเงินแบบเรียลไทม์ที่รวดเร็ว
  • บริษัทได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น ตรวจสอบชื่อบัญชีโอนเข้า-ออกให้ตรงกัน, ใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย และปรับกระบวนการถอนเงินให้ช้าลงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบ

คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือเชิญ นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุในหนังสือว่า  การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบมาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางเปิดบัญชีม้าและฟอกเงิน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยแพลตฟอร์มเทรดหุ้นออนไลน์ของวีบูลล์ เป็นช่องทางเปิดบัญชีและรับโอนเงินจากการกระทำความผิด ซึ่งอาจสะท้อนช่องโหว่ในกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC/CDD)

“กรณี ดังกล่าวเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC/CDD) ที่อาจไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด อันส่งผลกระทบต่อมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน ในระบบตลาดทุนและสร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนไทย และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ในการนี้ เพื่อให้การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความรอบคอบ จึงขอเชิญ ท่านเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”หนังสือที่ลงนามโดยพิทักษ์เดช ระบุ

หนังสือเชิญ นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร

ซีอีโอ Webull เผยพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง

ด้านนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่ยินดีเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและหลักเกณฑ์กำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเคร่งครัด และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐมาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้นายชลเดชชี้แจงว่า ในช่วงปี 2568 กรมตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)ได้ทลายขบวนการ ฟอกเงิน-ฟอกคน และแจ้งกับ Webull Thailand ว่า พบมีลูกค้าบัญชีม้าของธนาคาร มีการทำธุรกรรมเงินโอนเข้ามาบัญชีของ บล.วีบูลล์ ซึ่งทีมงานบริษัทฯ ได้ตรวจสอบและให้ความร่วมมือกับทางการ เพื่อส่งมอบข้อมูลให้ พบมีบัญชีม้าที่เปิดกับ วีบูลล์ ประมาณ 40 - 50 บัญชี จากบัญชีทั้งหมดของ วีบูลล์ ประมาณ 2 แสนบัญชี

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เข้มงวดกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคุ้มครองนักลงทุนและระบบตลาดทุนไทย และไม่พบปัญหาหรือพฤติกรรมดังกล่าวอีก โดยบริษัทฯ มีหน้าที่ในการรายงานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงาน ก.ล.ต.

นายชลเดชให้ความเห็นว่า สาเหตุที่วีบูลล์ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มมิจฉาชีพ น่าจะมาจากระบบถอนเงินแบบเรียลไทม์ที่มีความสะดวก กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่โอนเงินเข้าพอร์ตแล้วถอนออกไป ปัจจุบันบริษัทปรับกระบวนการให้รัดกุมขึ้น อาจใช้เวลาประมาณ 1 นาทีจึงทำธุรกรรมแล้วเสร็จ จากเดิมที่โอนได้ทันที

ยกระดับ 3 มาตรการหลัก หลังร่วมมือตำรวจปลายปี 68

นายชลเดช ระบุว่า บริษัทฯ ยืนยันข้อเท็จจริง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ไม่มีนโยบายรับฝากเงินสดจากลูกค้า และมีการตรวจสอบความสอดคล้องของบัญชีผู้โอนกับบัญชีลูกค้าก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง สอง กระบวนการ KYC เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดทุกประการ และสาม การจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินพักรอการลงทุน เป็นแนวปฏิบัติปกติของธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้หลักเกณฑ์ ก.ล.ต. โดยเงินของลูกค้าทั้งหมดเก็บรักษาไว้ในบัญชีธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลกที่ระบุชัดเจนว่าเป็น "บัญชีเพื่อลูกค้า"

ในด้านมาตรการตรวจสอบเชิงรุก บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบร่วมกับธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลก เพื่อตรวจสอบชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนของเจ้าของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งขาเข้าและขาออก ให้ตรงกับเจ้าของบัญชีเงินฝากต้นทาง หากไม่ตรงกัน ระบบจะปฏิเสธรายการทันที นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผ่านฐานข้อมูล Blacklist และระบบ World-Check (Refinitiv) รวมถึงนำ AI มาตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย โดยระบบจะระงับธุรกรรมชั่วคราวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

สำหรับการฝากเงินนั้น ลูกค้าสามารถทำได้ 2 วิธี คือผ่าน Dynamic QR Code ที่พัฒนาร่วมกับธนาคารพาร์ตเนอร์ระดับโลก ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท และการผูกบัญชีผ่านระบบ FinNet ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งลูกค้าต้องยืนยันตัวเองผ่าน Mobile Banking App.