
โซลาร์ประชาชนแน่รึ
โซลาร์ประชาชนแน่รึ : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,249 ระหว่างวันที่ 1-4 พ.ย.2569
KEY
POINTS
- โครงการโซลาร์ประชาชนที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุน แม้มีหลักการที่ดี แต่โครงสร้างอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่มากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย
- กลุ่มทุนใหญ่มีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนจากการนำเข้าอุปกรณ์จำนวนมาก การร่วมมือกับธนาคารเพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และความน่าเชื่อถือระยะยาว ทำให้รายย่อยแข่งขันได้ยาก
- ขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อนและกลยุทธ์การตลาดที่เหนือกว่า เช่น การพ่วงกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทำให้รายได้มีแนวโน้มไหลเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ แทนที่จะกระจายสู่ท้องถิ่น
*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,249 ระหว่างวันที่ 1-4 พ.ย.2569 โดย...กาแฟขม
*** รัฐบาลคุณหนูอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าโซลาร์ประชาชน ใช้หลังคาเรือนผลิตไฟฟ้า ผลิต ขายคืน ลดค่าไฟให้ประชาชน หลักการดีไม่มีเถียง ควักเงินกู้อุดหนุนให้ด้วย 5 หมื่นบาท ฟังดูเข้าที ประชาชนชื่นใจ เอาละวาเที่ยวนี้คุ้มค่าทั้งประชาชน และเงินที่ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักระบบนิเวศอุตสาหกรรมโซลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขึ้นมา ลั่นกระสุนนัดเดียว นกตายไปหลายตัว
*** เริ่มโครงการก็คึกคัก มีช่างและบริษัทรับเหมาขึ้นทะเบียนถึง 1,200 ราย แข่งขันเสรีดุเดือดเลืดพล่านแน่ๆ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง แต่เงินอุดหนุนก้อนโตและกลไกกติกาที่วางไว้ สุดท้ายอาจเป็นท่อส่งเม็ดเงินไหลกลับเข้ากระเป๋า “กลุ่มทุนใหญ่” ส่วนรายย่อย 1,200 ราย ยืนมองตาปริบๆ รับเศษเนื้อข้างเขียง แพ้ตั้งแต่ในมุ้ง ด้วยความใหญ่ สามารถสั่งนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์เกรดดียกล็อตต้นทุนตํ่า งัดโปรโมชั่นหั่นราคาฆ่าล้างบางผู้รับเหมาท้องถิ่นได้สบายๆ ปล่อยผู้รับเหมาย่อยไปซื้อของต่อจากยี่ปั๊ว-ซาปั๊วในประเทศแล้วจะเอาอะไรไปสู้
*** ทุบดอกสอง ด้วยการเงิน เมื่อเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากควักเงินสดก้อนโต 1.5 - 3 แสนบาท ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ แต่คนทุนหนาจับมือธนาคารออกโปรโมชั่น ปล่อยกู้ดอกตํ่า ดึงลูกค้า แต่ช่างท้องถิ่นเข้าไม่ถึงแบบนี้ก็แพ้ซํ้า ยิ่งมีเงื่อนไข ที่ “ความคุ้มค่า” และให้เงินสนับสนุนกับระบบขนาด 5 kWp ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 kWp ที่มีราคาตลาดพุ่งไป 160,000-220,000 บาท แม้ได้ส่วนลดอุดหนุนจากรัฐ 50,000 บาท แต่ต้องควักเองร่วม 110,000-170,000 บาท ระบบมีอายุการใช้งาน 20-25 ปี และเจ้าของบ้านจะเลือกรายเล็กให้อยู่ดูแล 25 ปี หรือ ความต้องการความน่าเชื่อถือระยะยาว ก็บีบให้ชาวบ้านต้องเดินเข้าหาแบรนด์ของกลุ่มทุนใหญ่ ที่มีชื่อเสียงเครือบริษัทแม่คํ้าประกันความเสี่ยง
*** อีกดอกที่เหนือกว่า ไม่ได้ขายแค่แผง แต่ขาย “ความสะดวกสบาย” พ่วงมาด้วย ตั้งทีมกฎหมายและธุรการที่คอยวิ่งเต้นยื่นเอกสารซับซ้อน ในการขอเงินอุดหนุนและขออนุญาตขนาดไฟกับการไฟฟ้า (MEA/PEA) แทนลูกค้าแบบ 100% แล้วยิ่งถ้าจับมือพ่วงการตลาดกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฝังแพ็กเกจโซลาร์และเงินอุดหนุนนี้เข้าไปในราคาบ้านจัดสรรตั้งแต่ตอนสร้าง ยอดขายจะไหลตรงไม่ต้องออกแรงแข่งหน้างาน 1200 รายน่าจะเป็นได้แค่ผู้รับเหมาช่วงเท่านั้นใช่หรือไม่
*** สเต็ปต่อไปถ้ามีโซลาร์โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ ที่ต้องติดตั้งระดับเมกะวัตต์ (MW) อาจใช้โมเดล “ติดให้ฟรี โรงงานไม่ต้องลงทุน แต่แบ่งขายค่าไฟให้ในราคาถูกกว่าการไฟฟ้า” ล็อกสัมปทานระยะยาว เม็ดเงินระดับนี้มีแต่ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ รายย่อยรอไปก่อน ฟังดูเหมือนเสรีดีทุกอย่าง ดีแน่นอน แต่ลงลึกข้างในเสรีแบบปลอมๆ บดขยี้คนตัวเล็กจนจมดิน ตราบใดที่รัฐไม่สร้างระบบสินเชื่อและหนุนต้นทุนให้ช่างท้องถิ่นอย่างแท้จริง ก็ไม่ได้ทำให้อะไรต่ออะไร มันแป็นไปดังภาพฝันหรอก
*** ว่าที่จริง หากจะใช้นโยบายนี้ชุบชีวิตคนตัวเล็ก ต้องเริ่มที่ทลายกำแพงทางการเงิน สร้าง “ระบบสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่า (Soft Loan)” ผ่านแบงก์รัฐให้ผู้รับเหมาท้องถิ่นสามารถเข้าถึงแหล่งทุน ไปจับมือทำระบบผ่อนชำระแข่งกับทุนใหญ่ที่แอบแฝงมาย่อยได้ พร้อมพิจารณาให้สหกรณ์ หรือ แพลตฟอร์มกลางของรัฐ เป็น “ยี่ปั๊วกลาง” นำเข้าอุปกรณ์เกรดดีราคาบิ๊กล็อต แล้วกระจายให้รายย่อยในราคาต้นทุนที่เท่าเทียม ตัดวงจรความเสียเปรียบเชิงขนาด (Economies of Scale) ที่ลักลั่นกันแบบไม่มีทางสู้ ลดความยุ่งยากในขั้นตอนเอกสาร การขอรับเงินอุดหนุน เพื่อให้ช่างท้องถิ่นสามารถปิดการขายและบริการลูกค้าได้สะดวกพร้อมจบ และออกเกณฑ์ควบคุมสัดส่วนการจ้างช่วง (Sub-contract) กำหนดเพดานขั้นตํ่าของส่วนแบ่งกำไรที่เป็นธรรม ทำได้ แต่ต้องจริงใจและหาญกล้าที่จะทำ พระเดช พระคุณ ฯพณฯ! ก็ลองเถิด
หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,249 วันที่ 1 -4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569







